$show=home

จุดเริ่มต้นของการศึกษาสามก๊ก !

แหล่งศึกษาเรียนรู้ ทุกเรื่องราวของวรรณกรรมจีนเรื่องสามก๊ก

สามก๊ก

วิถีแห่งผู้แพ้ เอียวสิ้ว : เสถียร จันทิมาธร

วิถีแห่งผู้แพ้ เอียวสิ้ว : เสถียร จันทิมาธร
"ฉลาด แต่ขาดความเฉลียว มีปัญญา แต่ล้ำเกินสติ"
     เสถียร จันทิมาธร สื่อมวลชนอิสระ อดีตบรรณาธิการบริหาร นิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ ผู้ร่วมก่อตั้ง และอดีตบรรณาธิการอำนวยการ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ผู้เขียนเรื่อง วิถีแห่งอำนาจ สุมาอี้ วิถีแห่งอำนาจ โจโฉ วิถีแห่งกุนซือกุยแก ฯลฯ ได้เริ่มเขียนบทความสามก๊กชุดใหม่ "วิถีแห่งผู้แพ้ เอียวสิ้ว"

     วิถีแห่งผู้แพ้ เอียวสิ้ว ตอนที่ 1 ได้เริ่มเขียนเมื่อวันที่ 27 มี.ค.63 และนำเผยแพร่ลงในเฟสบุ๊คส่วนตัวของ อาจารย์เสถียร ฯ โดยที่ยังไม่ได้มีการเผยแพร่ลงในสื่อใด ๆ มาก่อน รวมทั้งมีการลงตอนใหม่ ๆ อยู่อย่างต่อเนื่อง

     วิถีแห่งผู้แพ้ เอียวสิ้ว จะกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของ เอียวสิ้ว ที่ปรึกษาคนหนึ่งของโจโฉ เขาเป็นบุตรชายของเอียวปิด มีรูปร่างหน้าเกลี้ยงเกลา คิ้วและนัยน์ตาเล็ก ฉลาดเฉียวมากปัญญา

     เอียวสิ้วรู้เท่าทันโจโฉตลอดเวลา จึงเป็นที่ระแวงของโจโฉ ชอบใช้ปัญญามากกว่าสติ อันเป็นที่มาของจุดจบชีวิต

ภาพวาด เอียวสิ้ว
ภาพวาด เอียวสิ้ว
     เรื่องราวของตัวละครในสามก๊กมีมากมาย มีทั้งร้ายและดี เอียวสิ้ว ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่สามารถนำมาเป็นอุทาหรณ์สอนใจได้

     นักอ่านท่านใดสนใจ สามารถติดตามอ่านได้ที่ https://www.facebook.com/sateon.juntimatorn ครับ

โจโฉ กับ เอียวสิ้ว
โจโฉ กับ เอียวสิ้ว

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
ภูมิหลัง สร้างปัญหา(1)

ภาพของเอียวสิ้วในยุทธนิยายเรื่อง"สามก๊ก"มิได้เป็นภาพอันน่าประทับใจ
แม้จะยอมรับใน "ปัญญา"
แต่ก็ตั้งข้อสงสัยในเรื่อง "ท่าที"
ไม่ว่าจะเป็นบทสรุปของ สังข์ พัธโนทัย ใน"นามานุกรม บุคคลในสามก๊ก"
ด้านหนึ่ง
ยอมรับว่า เอียวสิ้ว "ไหวพริบดี มีความรู้ความสามารถมาก"
อีกด้านหนึ่งก็ตั้งข้อสังเกต
"แต่มักใช้ปัญญามากกว่าสติ"
ไม่ว่าจะเป็น ชัชวนันท์ สันธิเดช ซึ่งสรุปว่า "ยอดปราชญ์ผู้นี้ ต้องจบชีวิตลงง่ายๆเพราะชอบแสดงปัญญาอย่างไม่รู้กาละเทศะ"
ไม่ว่าจะเป็น"เหอมู่" ผู้เขียน "จารชนสามก๊ก"
ยังหยิบยืมปากเจียวเจ้ ผู้นำคนสำคัญแห่ง"จิ้นโจ้วเฉา"สำนักข่าวกรองแห่งวุยก๊ก
วิพากษ์เอียวสิ้วตามสำนวนแปล ชาญ ธนประกอบ
"เอียวสิ้ว" เจียวเจ้ส่ายหน้า "หลุกหลิกไม่สำรวม ถือตนดู แคลนผู้อื่น มิรู้ว่าผิดใจกับผู้คนไปมากน้อยเท่าใด ถ้าบิดาเขาไม่ใช่เอียวปิวเกรงว่าเอียวสิ้วคงตายไปหลายสิบครั้งแล้ว"
มุมมองต่อ"เอียวสิ้ว"จึงดำเนินไป 2 ด้าน 2 มุม
1 ยอมรับในสติปัญญาและความสามารถ ขณะเดียวกัน 1 ก็ตั้งข้อสงสัยในกระบวนการใช้ปัญญาของเอียวสิ้ว
เข้าทำนอง "ฉลาด" แต่ขาด"ความเฉลียว"
เข้าทำนอง "ปัญญา" ล้ำเกิน "สติ"

นามานุกรมบุคคลในสามก๊ก ของ สังข์ พัธโนทัย ให้ภูมิหลังเอียว สิว เอียวสิ้ว(หยังซิว Yang Hsiu)
เป็นชาวเมืองหัวะอิน มณฑลส่านซี
มีฉายาว่า เต๋อะจู่ เป็นบุตร เอียวปิว
คิ้วเรียว ตาเล็ก หน้าเกลี้ยงเกลา ไหวพริบดี มีความรู้ความสามารถมาก แต่มักใช้ปัญญามากกว่าสติ
รับราชการอยู่กับโจโฉ
ตำแหน่งหลังจง ผู้ถือบัญชีทรัพย์สินของแผ่นดิน
ชัชวนันท์ สันธิเดช ระบุในหนังสือ นามานุกรมสามก๊ก ฉบับ แฟนพันธุ์แท้
ขุนนางใต้บัญชาของโจโฉ
เกิดที่เมืองฮองหลง เป็นลูกของเอียวปิว ขุนนางเก่าแก่แห่ง ราชสำนักฮั่น
แม่ของเอียวสิ้วเป็นพี่น้องกับอ้วนสุด
เอียวสิ้วเป็นปราชญ์เจ้าปัญญา ได้เป็นอาลักษณ์ของราช สำนักฮั่น
ปฏิภาณไหวพริบเหนือคนทั้งปวง
สนิทสนมกับโจสิด ลูกชายคนที่ 3 ของโจโฉ และคอยช่วย เหลือโจสิดชิงตำแหน่งทายาทกับโจผี ลูกชายคนโต
เพียงแค่นี้ก็รู้แล้วว่า ทำไมเส้นทางของเอียวสิ้วจึงมีปัญหา

เริ่มจากบิดาของเอียวสิ้ว เอียวปิว ขุนนางในราชสำนักฮั่น เป็นคนสนิทในพระเจ้าเหี้ยนเต้
หลังยุคตั๋งโต๊ะมีบทบาทในการโค่นลิฉุย กุยกี
บทบาทสำคัญเป็นอย่างมากคือบทบาทของภรรยาเอียวปิว ในการไปยุทางด้านภรรยาของลิฉุย กุยกี
กระทั่งลิฉุยกุยกีขัดแย้งและแตกหักกัน
ขณะเดียวกัน ภรรยาของเอียวปิวซึ่งเป็นแม่ของเอียวสิ้วก็เป็นน้องสาวของอ้วนสุด
จึงสร้างความหวาดระแวงเป็นอย่างสูงให้กับโจโฉ
ชัชวนันท์ สันธิเดช ระบุว่า เมื่อโจโฉกุมอำนาจในราชสำนัก ได้เบ็ดเสร็จจึงปรึกษาซุนฮกว่าจะกำจัดเอียวปิว
เพราะเอียวปิวเป็นญาติอ้วนเสี้ยว อ้วนสุด
เพราะทั้งอ้วนเสียว และอ้วนสุด ล้วนเป็นศัตรูชิงความเป็นใหญ่กับโจโฉ
จึงตั้งข้อหาเอียวปิวว่าเป็น"ไส้ศึก"
สมคบคิดกับอ้วนสุดให้มาตีเมืองหลวง แล้วจับขังคุกก่อนจะตั้งหมันทองเป็นผู้ชำระคดี
ขงหยงคัดค้าน
อ้างว่าเอียวปิวเป็นขุนนางคนสนิทในพระองค์ ทั้งยังหาความผิดอันใดมิได้
โจโฉจำนนด้วยถ้อยคำ
จึงยอมปล่อยเอียวปิว แต่ให้ปลดจากทุกตำแหน่ง

แม้ด้านหนึ่งภูมิหลังของบิดาคือเอียวปิวจะทำให้ขุนนางเก่าให้การยอมรับ
แต่ก็เฉพาะที่จงรักภักดีต่อราชวงศ์ฮั่น
ตรงกันข้าม โจโฉซึ่งดำเนินยุทธศาสตร์ "เชิดใช้ฮ่องเต้ เพื่อบงการขุนนาง"
มิได้ประทับใจไปด้วย
ยิ่งกว่านั้น บทบาทของ "เอียวสิ้ว" นับแต่ปรากฏตัวในยุทธนิยายสามก๊กจากกระบวนการประพันธ์ของหลอกว้านจง
ยังกวนใจ"โจโฉ"อย่างล้ำลึก
กวนใจเพราะรู้เท่าทัน กวนใจเพราะไม่ว่าโจโฉจะขยับกระบวนท่าใด
ก็มิอาจหลุดรอดไปจากสายตาของเอียวสิ้ว
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ เอียวสิ้ว
เอียวสิ้ว เปิดตัว (2)

ลักษณะ "เฉลียว" ต่อสถานการณ์ของเอียวสิ้วสำแดงให้เห็นครั้งแรกเมื่อเตียวสงมาเยือนฮูโต๋
ด้วยเหตุผลที่แจ้งต่อเล่าเจี้ยงว่า
"อันโจโฉนั้นกวาดล้างมีชัยทั่วทั้งประเทศ ลิโป้กระเด็นไปก่อน แล้วอ้วนเสี้ยว อ้วนสุดก็กระเด็นไปด้วย
เมื่อเร็วๆนี้ยังกวาดล้างม้าเฉียวกระเด็นไปอีก
ไม่มีใครกล้าตั้งตัวเป็นศัตรูกับโจโฉได้ ข้าพเจ้าเห็นว่าท่าน ควรจะแต่งเครื่องราชบรรณาการไปจิ้มก้อง ณ พระนครฮูโต๋
ข้าพเจ้าจะขออาสานำเครื่องราชบรรณาการไปเอง
และจะเกลี้ยกล่อมให้โจโฉยกทหารมายึดหั้นจงเพื่อกำจัด เตียวล่อเสีย เตียวล่อต้องทำศึกสงครามอย่างหนักเช่นนั้น
เราก็จะรอดปลอดภัย"
ครั้นเตียวสงไปถึงพระนครฮูโต๋ก็เข้าพัก ณ ที่แห่งหนึ่ง ทุกวันเตียวสงจะไปเฝ้าคอยอยู่ที่ทำเนียบสมุหนายก
เพื่อรอพบโจโฉ
ฝ่ายโจโฉตั้งแต่รบชนะม้าเฉียวแล้วก็หัวสูงทรนงตัวยิ่งนัก ไม่ได้ทำงานทำการอะไร
ได้แต่จัดงานเลี้ยงโต๊ะ ไม่ไปไหนมาไหน
งานการต่างๆก็เอาไปทำที่บ้าน เตียวสงรอพบอยู่ถึง 3 วันจึงได้
แต่การเข้าพบไม่สร้างความประทับใจให้กับโจโฉ
เหตุผล 1 เพราะคำพูดของเตียวสง "ซึ่งท่านว่าได้กวาดล้าง บ้านเมืองเรียบร้อยแล้วนั้น
ทางใต้เห็นยังมีซุนกวนตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่
เตียวล่อก็ตั้งตัวเป็นใหญ่อยู่ทางเหนือ ส่วนทางตะวันตกนั้นก็มีเล่าปี่"
ยุทธนิยายสามก๊กบรรยายว่า
อันสารรูปของเตียวสงนั้นโจโฉเห็นก็มีใจไม่ชอบอยู่แล้ว ครั้นมาได้ฟังคำพูดอันไม่มีอัชฌาสัยเช่นนั้นก็ไม่พอใจ
สลัดแขนเสื้อแล้วลุกขึ้นเดินหนีเข้าห้องไป

ทั้งๆที่เตียวสงมาเพื่อมอบ "แผนที่และแผนผังของเสฉวนอย่างละเอียด"ให้โจโฉ
เท่ากับมอบ "เสฉวน"ให้กับวุยก๊ก
แต่เมื่อประสบเข้ากับท่าทีของโจโฉ ตามด้วยการให้เหตุผลของคนสนิททั้งซ้าย ขวาของโจโฉ
"ท่านเป็นทูต ไฉนจึงไม่รู้จักสัมมาคารวะ
พูดจาหาน้ำนวลมิได้ นี่ดีแต่ว่าท่านสมุหนายกเห็นแก่หน้าท่านว่าถ่อร่างมาจากทางไกลจึงมิได้เอาโทษท่าน
ขอท่านจงรีบกลับไปบ้านเสียเถิด อย่ารอช้าอยู่เลย"
เตียวสง หัวเราะแล้วว่า "บ้านเมืองของข้าพเจ้าในเสฉวนไม่มีคนประจบสอพลอ"
ทันใดมีขุนนางผู้หนึ่งตะโกนถามขึ้นว่า
"ท่านว่าในเมืองของท่านไม่มีคนประจบสอพลอ ถ้าเช่นนั้น ท่านเห็นว่า ในเมืองของข้าพเจ้ามีคนประจบสอพลอกระนั้นหรือ"
เตียวสงหันไปมองขุนนางผู้นั้น
เห็นเป็นคนตาเล็ก คิ้วบาง หน้าขาว กิริยาท่าทางกระฉับ กระเฉง
เมื่อถามชื่อจึงรู้ว่าชื่อ เอียวสิ้ว
เป็นลูกชายของ เอียวเปียว มีสมญานามว่า เต๋อจู่
เป็นคนสนิท ใกล้ชิดโจโฉคนหนึ่ง เป็นคนฉลาดเกินมนุษย์และเจ้าคารม
ทั้งหมดนี้เป็นการบรรยายของยุทธนิยาย"สามก๊ก"
เตียวสงรู้ว่าเอียวสิ้วเป็นยอดนักพูด ก็ไม่ค่อยสบายใจ

นั่นคือ การปรากฏตัวของเอียวสิ้ว ในยุทธนิยายสามก๊กอยู่ในตอนที่ 60 เตียวสงพลิกโต๊ะเอียวสิ้ว ปรึกษาการเข้ายึดแคว้นจก
น่าสังเกตในบทบาทของ เอียวสิ้ว
เด่นชัดอย่างยิ่งว่า เอียวสิ้ว มองการเดินทางจากเสฉวนของเตียวสงต่างจากโจโฉ
นั่นคือให้ความสำคัญ
แม้ว่าจุดเริ่มต้นจะอยู่ที่ประโยคแย้ง "ท่านว่าในเมืองของท่านไม่มีคนประจบสอพลอ ถ้าเช่นนั้นท่านเห็นว่า
ในเมืองของข้าพเจ้ามีคนประจบสอพลอ กระนั้นหรือ"
กระนั้น ประโยคแย้งของเอียวสิ้วก็สะท้อน "จิตใต้สำนึก"อัน เป็นตะกอนนอนก้นอย่างเด่นชัด
เท่ากับวิพากษ์ "คนใกล้ชิดซ้าย ขวา"ที่รายรอบโจโฉ
เป็นการวิพากษ์ในขณะที่เสียงตะโกนของเอียวสิ้วก็ดังมาจากกลุ่มขุนนาง
ท่าทีเช่นนี้ของเอียวสิ้วสำคัญ
เหตุผลของหลอกวนจงที่อธิบาย คือ อันเอียวสิ้วนั้นภูมิใจในความรู้ ความสามารถของตน
และมักจะดูหมิ่นคนทั้งปวง
เมื่อได้ยินเตียวสงพูดจาเสียดสีจึงเชิญตัวเตียวสงให้ออกมาที่ลานข้างนอก
แล้วต่างฝ่ายต่างนั่งลงตามที่ของเจ้าภาพและแขก
เป็นการนั่งลงโดยที่ในความรู้สึกที่ดำรงอยู่ "เตียวสงรู้ว่าเอียวสิ้วเป็นยอดนักพูด ก็ไม่ค่อยสบายใจ"
นี่คือท่าทีโดยพื้นฐานของแขกและเจ้าภาพ

ความจริงแล้วการเคลื่อนไหวของเตียวสงมีความสำคัญเป็นอย่างสูงในทางการเมือง
เพราะเป็นการเคลื่อนไหวโดยความเห็นชอบของเล่าเจี้ยง
เป้าหมายก็คือ มีความเอนเอียงมาทางวุยก๊ก ต้องการหวังพึ่งบารมีของโจโฉ
ในอีกด้านเท่ากับสกัดกลุ่มเล่าปี่
ยุทธนิยายสามก๊กจึงระบุด้วยว่า ความทราบถึงเกงจิ๋ว ขงเบ้ง จึงส่งคนที่ไว้วางใจเข้าไปยังพระนครฮูโต๋
เพื่อฟังข่าว
ความสนใจต่อเตียวสงของเอียวสิ้ว จึงมิได้เป็นความสนใจแต่เพียงในเรื่องของถ้อยคำเท่านั้น
หากลึกยิ่งกว่านั้น
เป็นความลึกอันสะท้อนให้เห็นระดับของความคิด ระดับของ การวิเคราะห์ว่า
อยู่ในระนาบเดียวกันกับ ขงเบ้ง
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
ยอดคน แคว้นจก แคว้นวุย(3)

การสนทนาระหว่าง เตียวสง กับ เอียวสิ้ว ณ ลานข้างนอก ทรง ความหมาย
มีความสำคัญ
"ทางไปมาทุรกันดารมาก ท่านยังอุตส่าห์ดั้นด้นมาจนได้" ดำเนินไปเหมือนกับเป็นการโอภา
คำตอบจากเตียวสงคือ
"เมื่อเจ้านายสั่งแล้ว แม้จะต้องข้ามน้ำ ลุยไฟ ข้าพเจ้าก็ต้องไปจนได้"
"ภูมิประเทศแคว้นจกเป็นอย่างไร"
"จกเป็นชื่อของหมู่บ้าน ตำบลรวมกันอยู่ สมัยโบราณเรียกว่า เอ๊กจิ๋ว
มีแม่น้ำกิมกั๋งกั้นกันภัย
แผ่นดินติดต่อกันกับเกียมก๊กซึ่งเป็นเทือกภูเขาสูงตั้งแต่ทิศ เหนือจดใต้ มีปริมณฑล 280 กว่าลี้
จากตะวันออกถึงตะวันตกประมาณ 30,000 กว่าลี้
ผู้คนหนาแน่น หมู่บ้านตั้งอยู่ใกล้กัน เพียงไก่ขันหรือสุนัข หอนก็ได้ยินทั่วทุกแห่ง
ดินดี ปลูกอะไรก็ขึ้นงาม
ความแห้งแล้งและความอดอยากไม่เคยมีในดินแดนแถบนี้
ความเจริญมีอยู่ทั่วไป ไม่ว่าไปที่ไหนก็จะได้ยินแต่เสียง เพลงดนตรีตลอดเวลา
พืชพันธุ์ธัญญาหารมีมากมาย กองสูงดั่งภูเขา
ในโลกนี้ จะหาที่ไหนเหมือนที่นี่ ไม่มีแล้ว"

หลังจากรับฟังในเรื่องภูมิประเทศยืดยาว คราวนี้เอียวสิ้วก็เข้าสู่ประเด็น
"คนสำคัญในเมืองของท่านเป็นเช่นไร"
"ขุนนางฝ่ายบุ๋นของเราเป็นคนเก่งกล้าสามารถเสมอด้วยเสี้ยงหยู(ยอดนักวรรณคดี)
ขุนนางฝ่ายบู๊ก็เก่งกาจเสมอด้วยม้าอ้วน
หมอยาก็ชำนาญในการรักษาเสมอด้วยชงจิ่ง(ยอดหมอยา)
นักพยากรณ์ทีแม่นยำดังจวินผิง(ยอดนักพยากรณ์)
มีนักปราชญ์และนักธรรม ซึ่งล้วนเป็นที่เลื่องลือนับถือของคนทั่วไปสุดที่จะพรรณาได้"
"ขุนนางที่มีสติปัญญาอย่างท่านมีอยู่สักกี่คน"
"ขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊ล้วนแต่มีสติปัญญาสามารถ ซื่อสัตย์ จงรักภักดี มีความยุติธรรมและมีเมตตากรุณาทั้งสิ้น คน ที่มีสติปัญญาน้อยอย่างข้าพเจ้านับได้ก็เพียงร้อย แต่จะเอาใส่ล้อใส่เกวียนนับดูก็ไม่สิ้น"
"ตัวท่านดำรงตำแหน่งอะไร"
"จะเรียกว่าตำแหน่งก็ไม่ถูกนัก ข้าพเจ้าเป็นประหนึ่งดาวดาษฟ้า หน้าทีมีมากมายเหลือจะคณนา
ว่าแต่ตัวท่านเถิดดำรงตำแหน่งอันใดอยู่"
หลังจากให้คำตอบ ให้ข้อมูลมาอย่างต่อเนื่องเป็นคราของ เตียวสงที่จะสนองคืนบ้าง
คำตอบของเอียวสิ้วคือ
"ข้าพเจ้าเป็นพนักงานบัญชีในทำเนียบสมหุนายก"
คำตอบนี้เป็น "ประเด็น"

เป็นประเด็นเมื่อเตียวสงตั้งคำถาม
"ข้าพเจ้าได้ยินว่าบุคคลในครอบครัวของท่านนั้นรับราชการ มาหลายชั่วคนแล้ว
ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่า
ทำไมท่านไม่รับราชการอยู่ในราชสำนัก ใกล้ชิดพระเจ้า เหี้ยนเต่ ทำไมจึงมาทำหน้าที่เป็นเสมียนอยู่ในทำเนียบสมุหนายกเช่นนี้"
คำถามนี้ได้ผล
ยุทธนิยายสามก๊กบรรยายว่า เอียวสิ้วได้ฟังดังนั้นก็อดสูแก่ใจ
สะกดความโกรธไว้แล้วจึงว่า
"แม้ว่าข้าพเจ้าจะเป็นขุนนางต่ำต้อย หน้าที่ของข้าพเจ้าก็ ใหญ่โต และที่สำคัญก็คือ ข้าพเจ้าได้เรียนรู้งานของท่านผู้ใหญ่ อย่างท่านสมหุนายก
ข้าพเจ้าก็พอใจเหมือนหนึ่งได้มีโอกาสฝึกหัดอบรมตัวเอง เป็นอย่างดี"
ถึงแม้จะ "สะกด" ความโกรธ
ถึงแม้จะพยายาม เร้นซ่อน ความรู้สึกอันอาจเรียกได้ว่า "อดสูใจ"
แต่ก็ยังโผล่แพลมออกมา
อย่าลืมเป็นอันขาดว่า หลอกว้างจง นิยามความเป็นเอียวสิ้ว ไว้ก่อนหน้านี้ว่า
"เป็นคนฉลาดเกินมนุษย์ และเป็นคนเจ้าคารม"

การเผชิญหน้าระหว่าง เตียวสง กับ เอียวสิ้ว ถือได้ว่าเป็นการประสบพบกานของยอดคน 2 คน
1 ยอดคนจากแคว้นจก
1 ยอดคนจากแคว้นวุย
ระหว่างบรรทัดของแต่ละ"คำพูด"จึงสะท้อน "ความนัย" ดำเนินไปในลักษณะ "นักการทูต"
แต่ก็มิได้ปิดบัง"ความต้องการ"ลึกๆ
ความต้องการที่จะเจาะทะลวงเข้าไปในฐานข้อมูลของอีกฝ่าย
ความต้องการที่จะ "เสี้ยม"
ยิ่งศึกษาลงลึกไปในรายละเอียด ยิ่งสะท้อนให้เห็นความคมเฉียบ
ไม่ว่าคนของแคว้นจก ไม่ว่าคนของแคว้นวุย
ยืนยันว่า มีความพร้อมในด้าน"ข้อมูล" มีความเข้าใจในแต่ละ "เป้าหมาย"
น่าติดตาม
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
ตำราใหม่ของบังเต๊ก(4)

คำถามของเตียวสง ตรงไป ตรงมา ไม่อ้อมค้อม
      "เท่าที่ข้าพเจ้าได้ยินมาถ้าเป็นความจริง เขาว่ากันว่า ท่านโจโฉไม่รู้อะไรจริง
      ในตำราของขงจื่อ หรือเม่งจื่อ
      แม้แต่ความเชี่ยวชาญทางทหารก็ไม่ถึงกับแตกฉานในตำรา ของซุนบู๋
      ท่านโจโฉรู้แต่เพียงการใช้กำลังหักโหม
      แล้วยึดเอาเท่าที่จะสามารถยึดได้
     ข้าพเจ้าจึงมองไม่เห็นว่าท่านโจโฉจะให้ความรู้ความชำนาญ ที่มีคุณค่าเป็นประโยชน์แก่ตัวท่านได้สักแค่ไหน"
     ไม่เพียงแต่ตีแสกหน้า โจโฉ
     หากที่สำคัญเป็นอย่างมาก คือ การย้อนศร กระทบโดยตรงไปยังเอียวสิ้ว
     "ซึ่งท่านว่าเช่นนั้นก็ตามที" เป็นการแก้เกี้ยวจากเอียวสิ้ว
     "เพราะท่านอยู่บ้านนอกบ้านนาจะไปรู้อะไรในจริงแท้แน่นอน จะรู้ได้อย่างไรว่าท่านสมุหนายกมีสติปัญญาสามารถแค่ไหน
     เอาเถิดเราจะแสดงให้เห็นบ้างแต่เพียงบางอย่าง"

แล้วเอียวสิ้วก็ให้คนรับใช้ไปหยิบหนังสือที่หิ้งมาให้เล่มหนึ่งส่งให้เตียวสง
     หนังสือนั้นชื่อ "ตำราใหม่ของบังเต๊ก"
     เป็นการนำเอาผลงานในเชิงอรรถกถา จากฝีมือการวิเคราะห์ ของ โจโฉ
     บังเต็ก เป็นชื่อรองของโจโฉ
     เมื่อเตียวสงอ่านจบก็ถามขึ้นว่า "ท่านเอาหนังสือนี้มาให้ข้าพ เจ้าอ่านด้วยเหตุอันใด"
     เอียวสิ้วตอบว่า
     "นี่เป็นหนังสือที่ท่านสมุหนายกประมวลหลักพิชัยสงคราม สมัยเก่าและสมัยใหม่เข้าด้วยกัน
     แล้วแต่งใหม่ตามแบบที่ท่านอาจารย์บู๊ทำไว้แต่เดิม
     ท่านอาจจะไม่ชอบความมีสติปัญญาสามารถของท่านสมุหนายกก็ไม่เป็นไร แต่หนังสือเล่มนี้จะดำรงอยู่ชั่วลูกหลานเหลนเป็นแน่"
      ที่ผิดคาดก็คือความเห็นจากเตียวสง
      "หนังสือนี้น่ะหรือเด็กๆทุกคนในเมืองจกท่องได้ขึ้นใจ ไฉน ท่านจึงเรียกว่าเป็นหนังสือใหม่
      คนโบราณแต่งไว้สมัยชุนชิว เลียดก๊ก
      ท่านโจโฉไปคัดลอกมา จะหลอกใครก็ไม่ได้ดอกหลอกได้แต่ท่านคนเดียว"
      นี่ย่อมสร้างความสงสัยอย่างยิ่ง
      "ซึ่งท่านสบประมาทด้วยการกล่าวว่าเด็กๆในเมืองจกก็ท่อง หนังสือนี้ได้ขึ้นใจนั้น
      ข้าพเจ้าเห็นว่าหาประโยชน์อันใดมิได้
      เพราะหนังสือนี้ยังมิได้แพร่หลายไปที่อื่น แม้ว่าจะได้มีการ คัดสำเนาไว้แล้วก็ตาม แต่ล้วนยังอยู่ในห้องสมุดส่วนตัวของท่านสมหุนายกทั้งสิ้น"
      "ท่านไม่เชื่อข้าพเจ้าพูดหรือ"
      เป็นแย้งสวนจากเตียวสง "ข้าพเจ้าเองยังท่องจำได้ จะสาธยายให้ฟังเป็นไรมี"
      แล้วเตียวสงว่าปากเปล่าความในหนังสือทั้งเล่ม
      คำต่อคำ ตั้งแต่ต้นจนจบ มิได้วิปลาสสักคำ
      "ท่านอ่านหนังสือนี้เพียงครั้งเดียวก็จำถ้อยคำได้ทั้งหมด ความจำของท่านน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก"
      เป็นคำสุดท้ายก่อนอำลาจากกัน

ความนัยของ"สถานการณ์"ว่าด้วยหนังสือ "ตำราใหม่ของบังเต๊ก" แหลมคม
      แหลมคมทั้ง 1 บังเต๊กหรือโจโฉ
      สะท้อนให้เห็นพลังวิริยะของโจโฉว่ามิได้เสมอเป็นเพียง ผู้อ่าน ผู้ลงมือปฏิบัติ
      หากยังคิดประมวลและจัดหมวดหมู่
      แหลมคมทั้ง 1 เตียวสง สะท้อนให้เห็นว่ามิได้มีความจำอัน ยอดเยี่ยมอย่างเดียว
      หากแต่ยังมีลักษณะ "วิพากษ์"
      ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นยังแหลมคมทั้ง 1 ตัวเอียวสิ้วเอง ในฐานะที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
      จากการสนทนา และจากการ"ตำราใหม่ของบังเต๊ก"
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
เหตุใดโจโฉจึงหงุดหงิด(5)

เมื่อได้เวลาอันสมควรเตียวสงก็ลากลับ กัปปิยโวหารจากเอียวสิ้วยังเป็น
      "ท่านจงพักผ่อนให้สบายก่อน
      ข้าพเจ้าจะรายงานให้ท่านสมุหนายกทราบ เพื่อจะได้พูดจา กับท่านอีกครั้งหนึ่ง"
      เตียวสงกระทำคำนับ ขอบคุณ แล้วลาไปที่พัก
      การสนทนาระหว่างเตียวสงกับเอียวสิ้วครั้งนี้มีความแจ่มชัดอย่างยิ่ง
      แจ่มชัดในความผิดหวังของเตียวสง
      ทั้งๆที่ตระเตรียม "ข้อมูล" มาเป็นอย่างดี ฝากความมั่นใจให้กับโจโฉเป็นอย่างสูง
      แต่ถูกเมินเฉย
      ท่าทีของเตียวสงต่อโจโฉเมื่อตั้งคำถามต่อเอียวสิ้วจึงมากไปด้วยปม
      มากไปด้วยประเด็น
      กระนั้น เอียวสิ้วก็ยังมองโลกในแง่ดี เชื่อมั่นว่าจะสามารถโน้มน้าวให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
      ความเชื่อมั่นของเอียวสิ้วมีวิถีดำเนินเช่นใด

เอียวสิ้วจึงไปพบกับโจโฉ ชี้แจงรายละเอียดการพบปะกับทูตที่มาจากแคว้นตะวันตก
      พร้อมกับคำถาม
      "เหตุไฉนท่านจึงไม่เอาธุระกับเตียวสง"
      "มันพูดจาหยาบช้าหามารยาทมิได้ เราจึงไม่เอาธุระ" เป็นคำ ตอบจากโจโฉ
      เอียวสิ้วถามต่อ
      "เมื่อก่อนท่านเคยอดใจให้ยีเอ๋งมาแล้ว เหตุไฉนจึงอดใจให้ เตียวสงอีกสักคนไม่ได้"
      คำตอบจากโจโฉสำคัญ
      "ยีเอ๋งนั้นเป็นยอดคน มีชื่อเสียงโด่งดังกว่าใครๆขืนเอาตัวไป ฆ่าเราก็เสีย
      แต่เตียวสงนั้นมีอะไรดีหรือ"
      เมื่อเจ้านายเปิดทางโล่งให้เช่นนี้ เป็นธรรมดาที่เอียวสิ้วจะต้องเดินหน้า
      "ถ้าไม่มีเรื่องจะโต้เถียงกัน วาจาของเตียวสงก็เหมือนน้ำนิ่ง
      แต่ถ้ามีเรื่องต้องเจรจากันแล้ว วาจากของเขาดุจน้ำไหลมา จากสวรรค์
      ไม่มีขาดสาย
      ข้าพเจ้าลองเอา "ตำราใหม่ของบังเต๊ก" ที่ท่านเขียนขึ้นให้ เตียงสงอ่านดู
      เขาอ่านเพียงครั้งเดียว ก็ท่องขึ้นใจได้หมดทั้งเล่ม
     สาธยายให้ฟังได้ทันที นี่แสดงว่าเตียวสงเป็นคนมีปัญญาและความทรงจำที่หายากที่สุดในโลก
      น้อยคนจะทำได้อย่างนี้
      แต่เตียวสงพูดว่า หนังสือนี้คนโบราณแต่งไว้หลายร้อยปีแล้ว
      และเด็กๆในเมืองจกที่ท่องหนังสือนี้ได้ขึ้นใจ"
   
ท่าทีของโจโฉต่อคำอธิบายนี้ของเอียวสิ้วละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง
      ไม่ว่าจะมองในเชิงจิตวิทยา
      ไม่ว่าจะมองในเชิงการเมือง
      สำนวน เจ้าพระยาพระคลัง(หน) แปลออกมาว่า โจโฉได้ฟัง ดังนั้นก็โกรธ
      จึงว่า
      "คนแต่ก่อนมาบอกเราหรือก็หาไม่ เมื่อหนังสือนี้ของเราแต่ง ต้องกันกับคำโบราณแล้ว จะเอาไว้เพื่อประโยชน์อันใด"
      ก็ให้เรียกเอาหนังสือนั้นมาฉีกเผาไฟเสีย
      ขณะที่สำนวนใหม่ วรรณไว พัธโนทัย แปลออกมาว่า โจโฉ ได้ฟังดังนั้นก็ว่า
      "เราเพียงแสดงให้เห็นว่า คนโบราณกับตัวเราก็เข้าใจอย่าง เดียวกันอย่างลับๆ"
      แล้วสั่งให้เอาหนังสือนั้นมาฉีกเผาไฟเสีย
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ :  เอียวสิ้ว
ทำไมเอียวสิ้วต้องเสียวใจ(6)

มีประเด็นที่ไม่ควรมองข้าม 2 ประเด็น 1 ตำราใหม่ของบังเต๊ก 1 ปฎิบัติการของเตียวสง
      ต้องยอมรับว่าเตียวสง-ลึกซึ้ง
      แต่ละท่าทีของเขามิได้เป็นไปอย่างไร้เป้าหมาย โดยเฉพาะ เมื่อแสดงออกต่อตำราใหม่ของบังเต๊ก
      คำถามก็คือ ทำไมจึงต้องแสดงออกอย่างนั้น
      ปมตรงนี้แหละที่มีความจำเป็นต้องไปทำความเข้าใจว่าวิธีวิทยาของ"ตำราใหม่ของบังเต๊ก"เป็นอย่างไร
      แล้วเหตุใดโจโฉจึงโกรธถึงขนาดต้องเผาทิ้ง
      จะทำความเข้าใจเรื่องนี้มีความจำเป็นต้องติดตามท่วงทีและลีลาทั้งเตียวสง เอียวสิ้ว ต่อไป
      ติดตามผ่านยุทธนิยายเรื่องสามก๊ก

หลังจากโจโฉสำแดงความโกรธ สำแดงความเกรี้ยวกราดด้วย การสั่งให้เอาหนังสือ"ตำราใหม่ของบังเต๊ก"
      มาฉีกเผาไฟเสีย
      เอียวสิ้วจึงว่า "ข้าพเจ้าใคร่ขอนำตัวเตียวสงมาพบท่านเพื่อ ให้เขาได้เห็นความงามของราชสำนักของเรา"
     โจโฉฟังแล้วบ่นกะปอดกระแปด แต่ก็ยอมตกลง
     "พรุ่งนี้ข้าพเจ้าจะไปตรวจพลที่ท้องสนามหลวงด้านตะวันตก ท่านจงเอาตัวเตียวสงไปที่นั่นให้มันดูกองทัพอันเกรียงไกรของเรา
     มันจะได้กลับไปบอกเล่าให้พวกมันทราบเมื่อกลับบ้าน
     เมื่อเผด็จศึกทางใต้แล้ว ข้าพเจ้าจะเลยไปตีตะวันตกทีเดียว"
     วันรุ่งขึ้นเอียวสิ้วจึงพาเตียวสงไปยังสนามหลวงด้านตะวันตกซึ่งจะมีการฝึกทหารเสือ
     ทหารเสือของโจโฉมีกำลัง 50,000
     ตั้งแถวกระจายไปแน่นสนาม สวมหมวกและเสื้อเกราะแวววาววับแวม
     เสียงกลองสนั่นลั่นเลื่อน สะเทือนถึงสวรรค์
     หอก ธนูต้องแสงแดดระยิบระยับ ระเบียบวินัยเข้มแข็ง ทหาร ซ้อมเคลื่อนกำลังจากด้านต่างๆ เห็นธงสลับสีแน่นไปทั้งนั้น
     ทั้งพลเดินเท้าและม้าอัดแอยัดเยียด

เตียวสงหลิ่วตามองอานุภาพของกองทัพโจโฉอย่างดูหมิ่น ดูอยู่เป็นเวลานาน
     โจโฉจึงเรียกเตียวสงมาหา
     ชี้มือให้ดูทหารในสนามแล้วถามว่า "เจ้าเคยเห็นนักรบที่สง่า งามเช่นนี้ในเมืองของเจ้าบ้างหรือเปล่า"
     เตียวสงตอบว่า
     "ในเมืองจก เราไม่เคยเห็นการเดินสวนสนามของทหารเช่นนี้ ดอกเพราะเราปกครองกันโดยธรรม"
     ใบหน้าของโจโฉเปลี่ยนสี ตาจ้องดูเตียวสงเขม็ง
     เตียวสงก็ไม่ได้แสดงกิริยาว่า ประหม่า หรือหวาดกลัวแม้แต่ น้อย
     เอียวสิ้วก็มองหน้าเตียวสงด้วยความเสียวใจ

ความจริง เพียงท่าทีที่เตียวสงสำแดงต่อ "ตำราใหม่ของบังเต๊ก"ก็รุนแรง ล้ำลึกอย่างยิ่ง
     นั่นเพราะเหยียดลงเสมอเป็นงานของเด็กๆ
     เด็กเมืองจกก็สามารถบ่นท่องแต่ละถ้อยคำนั้นได้
    มิหนำซ้า เพียงอ่านเที่ยวเดียวเตียวสงก็สามารถท่องออกมาได้อย่างครบถ้วน
    คล้ายกับเป็นความสามารถในการจำ
    แต่แท้จริงแล้ว คนระดับเตียวสงย่อมอ่านตำราขบวนยุทธ์ของ โบราณมาแล้วอย่างเจนจบ
    ต่อ"ตำราใหม่ของบังเต๊ก"ยังไม่พอ
    ยังบังอาจยกเอาคำหลวงในระดับ "เพราะ(เมืองจก)เราปกครองโดยธรรม"มาอ้างอิงอีก
    จึงถูกต้องแล้วที่เอียวสิ้วจะ"เสียวใจ"
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
ก้อนสมองใกล้เคียง ขงเบ้ง(7)

ยังจำเป็นต้องนำเอา "วิวาทะ" ระหว่างโจโฉกับเตียวสงมาให้พิ จารณาต่อไป
เพราะมิได้สะท้อนเพียงแต่โจโฉ
เพราะมิได้สะท้อนเพียงแต่เตียวสง
หากแต่สัมพันธ์ระหว่าง 2 แคว้นและสะเทือนไปถึงพลังอื่นในทางการเมือง
สะเทือนถึงวุย สะเทือนถึงจก สะเทือนถึงเกงจิ๋ว
ขณะเดียวกัน ก็สะท้อนให้เห็นบทบาทและความหมายของซุนฮกอย่างล้ำลึก
นั่นก็คือ เป็นคนที่สามารถ"ติง"โจโฉ
แต่ละถ้อยคำ แต่ละการตัดสินใจ มีผลสะเทือนในทางความ คิด และในทางการเมือง
ไม่เพียงแต่ในด้านการกำหนด"นโยบาย"
ไม่เพียงแต่ในด้านการกำหนด"ยุทธศาสตร์"และแต่ละ"ยุทธ วิธี"
หากมีความหมายต่อวิถีแห่งเอียวสิ้ว

โจโฉพูดกับเตียวสงว่า "เราถือว่าอ้ายพวกหนู ไม่สำคัญยิ่งไป กว่าหญ้าบอนทั้งหลาย
กองทัพของเราไปถึงไหนก็ชนะถึงนั่น
รบทีไรก็ชนะทีนั้น เข้าตีเมืองไหนทีไรก็ได้เมืองนั้น ใครยอม เราก็อยู่ได้ ใครไม่ยอมก็ตาย
เจ้ารู้หรือเปล่า"
"ข้าพเจ้ารู้ดีว่า เมื่อท่านรบเตียวสิ้วที่เมืองอ้วนเซีย เมื่อท่าน รบจิวยี่ที่เซ็กเพ็ก เมื่อท่านเจอกวนอูที่ฮัวหยง
ในวันนั้นท่านได้ตัดหนวดและถอดเสื้อเกราะทิ้ง
และเมื่อท่านต้องเข้าซ่อนตัวอยู่ในเรือคอยหลบเกาทัณฑ์ที่ แม่น้ำอุยโห
เรื่องราวเหล่านี้แสดงว่าหาใครสู้ท่านบ่มิได้"
การโต้ตอบจากปากของเตียวสง เท่ากับกระหน่ำเข้าไปยัง แสกหน้า
หรือตีตรงขนดหาง
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็บันดาลโทสะอย่างที่สุดที่มีคนบังอาจมา พูดเรื่องเสียหายของตน ก็ตวาดว่า
"อ้ายคนลามก มึงโอหังอย่างไรจึงเอาเรื่องเหล่านี้มาพูด"
แล้วสั่งให้ทหารเอาตัวเตียวสงไปประหารเสีย

เอียวสิ้วห้ามว่า "ซึ่งท่านสมหุนายกจะฆ่าเตียวสงเสียก็ชอบอยู่ แต่เตียวสงเป็นแขกเมืองมาจากเมืองจก
นำเครื่องราชบรรณาการมาถวาย
ถ้าท่านประหารชีวิตเตียวสงเสีย กิตติศัพท์ก็จะระบือไปทุกหัวเมืองที่อยู่ห่างไกลจะเกิดผลเสียหายมากในภายหลัง"
โจโฉกำลังโมโหก็ไม่ฟังเสียง
คงสั่งให้เอาเตียวสงไปประหารเสีย
ซุนฮก ที่ปรึกษาต้องเข้ามาทัดทานอีกผู้หนึ่งโจโฉจึงยอมงด โทษประหาร แต่สั่งให้เอาตัวเตียวสงไปโบยอย่างสาหัส
แล้วขับออกจากเมืองไป
เตียวสงถึงที่พักแล้วรีบหนีออกจากเมืองในคืนวันนั้น ทีแรก หมายจะกลับไปเสฉวนแต่ครุ่นคิดในใจว่า
"ทีแรกเราคิดจะยกเสฉวนให้โจโฉ ไม่รู้ว่าโจโฉเป็นคนโอหัง อย่างนี้ ก่อนที่เราจะมาได้คุยไว้มากกับเล่าเจี้ยงถ้าเราขืนกลับไป มือเปล่าก็คงจะถูกคนทั้งปวงหัวเราะเยาะกันใหญ่
เราได้ยินข่าวเล่าลือมานานว่าเล่าปี่ซึ่งอยู่เกงจิ๋วเป็นคนดีมี ศีลธรรม เราเดินทางกลับไปทางนั้นดีกว่าจะได้ลองดูว่าเขาเป็น คนอย่างไร
แล้วเราจะได้ตัดสินใจเด็ดขาด"

เมื่อผิดหวังจากโจโฉ เมื่อผิดหวังจากแคว้นจก ก็เข้าทางตามข้อ คาดหมายของขงเบ้ง
ทันทีที่ถึงอิ่งโจวก็ประสบเข้ากับจูล่ง
"ข้าพเจ้าได้รับคำสั่งจากเล่าปี่เจ้านายข้าพเจ้าให้มาคอยต้อนรับท่านที่นี่"
ทุกอย่างก็เรียบโร้ยยยย
เรื่องราวทั้งหมดไม่เพียงแต่สะท้อนถึงความมั่นใจในตนของโจโฉ
หากที่สำคัญอันไม่ควรมองข้าม
คือสายตาของเอียวสิ้วในทางยุทธศาสตร์ดำรงอยู่ในระนาบเดียวกันกับขงเบ้ง
เพียงแต่โทสะได้บดบังสายตาของโจโฉเท่านั้น
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
ตระกูลเอียวแห่ง "หงหนง"(8)

ไม่ว่าหลอกวนจงเมื่อเขียนยุทธนิยายสามก๊ก ไม่ว่าเหอมู่เมื่อเขียนยุทธนิยายเรื่องจารชนสามก๊ก
มักอ้างเอียวสิ้วพร้อมกับเอียวปิว ผู้บิดา
"ถ้าบิดาเขาไม่ใช่เอียวปิว เกรงว่าเอียวสิ้วคงตายไปหลายสิบครั้งแล้ว"
เป็นข้อสังเกตจากเจียวเจ้แห่งจิ้นโจ้วเฉา
ยิ่ง "จดหมายเหตุสามก๊ก ตอนยอดกุนซือวุยก๊ก"ซึ่ง ยศไกร ต.สันสกุล ประมวลมาจากของเฉินโซ่ว
ยิ่งให้รายละเอียดที่มากยิ่งขึ้น
เป็นบุตรชายของเอียวปิว ขุนนางในราชสำนักฮั่น ปู่คือเอียวซือซึ่งเป็นอดีตขุนนางใหญ่
นี่ย่อมเป็นรากฐานของเอียวสิ้ว
ต่อเมื่ออ่าน"101 คำถามสามก๊ก" อัน ถาวร สิกขโกศล แปลมาจากงานของหลี่ฉวนจวินและคณะ
จึงมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น
โดยเฉพาะในภาคผนวกความรู้ต่อเนื่อง เรื่อง"สี่รู้" "สามไม่มัวเมา"ของตระกูลเอียวสิ้วคืออะไร
นี่ย่อมเป็นการนำเสนอของ"หลี่ฉวนจวิน"


ตระกูลเอียวสิ้วหลายชั่วคนอาศัยความเชี่ยวชาญในหนังสือ"โอว หยางซ่างซู"จึงได้เป็นขุนนางผู้ใหญ่
สืบต่อกันมาตลอดในยุคราชวงศ์ฮั่น
ในภาวะการเมืองวุ่นวายตอนปลายราชวงศ์ฮั่นก็ไม่คล้อย ตามกระแส ยังคงรักษาความบริสุทธิ์ สมถะ เที่ยงตรง ไว้เป็นคุณ สมบัติพิเศษ
หยางเจิ้น(เอียวเจิ้น) ต้นสายสกุลของเอียวสิ้ว
ครั้งหนึ่งเดินทางผ่านเมืองชางอี้ หวางมี่ เจ้าเมืองชางอี้เป็น ศิษย์ของเขา
เพื่อสนับสนุนที่เอียวจิ้นสนับสนุนเขาขึ้นมา
ตอนค่ำจึงนำทองคำ 10 ตำลึงซ่อนใส่อกเสื้อไปกำนัลแด่ เอียวเจิ้น
เอียวเจิ้นกล่าวว่า "เราเข้าใจเจ้า แต่ไยเจ้าไม่เข้าใจเรา"
หวางมี่กล่าวว่า "ข้าพเจ้าเอาทองมาให้ท่านตอนกลางคืน ไม่มีใครรู้หรอก"
เอียวเจิ้นตอบว่า "ฟ้ารู้ ดินรู้ เจ้ารู้ เรารู้ ไยจึงกล่าวว่าไม่มีใครรู้"
หวางมี่ละอาย ลากลับไป

หยางเจิ้น ฐานะยากจน เพื่อนฝูงและครูบาอาจารย์บอกให้เขาหา ทรัพย์สมบัติไว้บ้าง
หยางเจิ้นไม่ยอม กล่าวว่า
"ให้คนรุ่นหลังยกย่องว่าเป็นลูกหลานของผู้บริสุทธิ์สะอาด ให้สิ่งนี้เป็นมรดกตกทอดไป มิใช่ความยิ่งใหญ่หรือ"
เอียวปิ่ง บุตรหยางเจิ้นนั้น
สิ่งที่เขาเรียกร้องต่อตัวเองมิได้ด้อยกว่าบิดา กลับมีแต่จะ เหนือกว่า
พงศาวดารโฮวฮั่นซูกล่าวว่า
"เอียวปิ่งไม่ดื่มสุรา ภรรยาตายเร็ว แต่เขาก็ไม่มีใหม่ ตั้งอยู่ในความ"สุจริตบริสุทธิ์"
เขาพูดอยู่เสมอว่า
"ข้าพเจ้ามีสามไม่มัวเมา คือ ไม่มัวเมาในสรา นารี และทรัพย์สมบัติ"
เรื่อง"สี่รู้" และ"สามไม่มัวเมา"ของตระกูลเอียวสิ้ว
เป็นตัวแทนแสดงถึงมาตรฐานศีลธรรมของขุนนางผู้บริสุทธิ์ สะอาดของจีนยุคเก่า
เป็นมรดกตกทอดทางจิตวิญญาณอันทรงคุณค่า
ในวัฒนธรรมการเมืองปรัมปราคติของจีน

หลี่ฉวนจวิน ยังระบุด้วยว่า
เอียวสิ้ว มาจากตระกูลเอียว(หยาง) ถิ่นหัวเมืองหงหนง
ในยุคราชวงศ์ฮั่นตะวันออก แซ่เอียวเมืองหงหนงเป็นตระกูล ใหญ่ครองตำแหน่งอัครมหาเสนาบดีติดต่อกันถึง 4 ชั่วคน
มีความจงรักภักดีสูงสุดต่อราชวงศ์ฮั่น
ไม่สนับสนุนพฤติกรรมแย่งราชสมบัติของโจโฉพ่อ-ลูก[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
การต่อสู้โจผี โจสิด(9)

ปัจจัยกำหนดเส้นทางเอียวสิ้วนอกเหนือจากรากฐานตระกูลเอียวอันแข็งแกร่ง แน่นหนา แล้ว
ยังขึ้นกับปัจจัย โจโฉ โจผี โจสิด อย่างมีนัยสำคัญ
"หลี่ฉวนจวิน" ตั้งข้อสังเกตว่า
ในยุคสามก๊ก เล่าปี่ตั้งรัชทายาทโดยไม่มีความกังวลใดเลยแม้แต่น้อย
ซุนเซ็กเลือกซุนกวน น้องชายคนรอง
ซึ่งตนให้ความสำคัญสูงสุดเป็นผู้สืบตำแหน่ง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
แต่การตั้งทายาททางการเมืองของโจโฉ
มีความหักเห แปรผันมากมาย เป็นเรื่องน่าศึกษา น่าวิเคราะห์ อย่างยิ่ง
จากนั้น "หลี่ฉวนจวิน"ก็แจกแจง


โจโฉน้ันหลังจากโจงั่งบุตรคนโตตายในสงครามแล้ว เนื่องจาก สถานการณ์การเมืองไม่ชัดเจน
ตลอดเวลาอันยาวนานจึงมิได้ตั้งทายาทสืบตำแหน่งตน
ค.ศ.208 เขากำจัดอ้วนเสี้ยวสิ้นซาก ปราบอูหวน สยบแคว้น เอียน
ทอดสายตาทั่วแดนจงหยวน(ภาคเหนือ)
ยากที่จะมีใครต่อกรด้วย ดังนั้น จึงยกเลิกระบบ"ซานกง- 3 อภรัรัฐมนตรี"
ตั้งตัวเองเป็น "เฉิงเซี่ยง-อัครมหาเสนาบดี"
กุมอำนาจเพียงคนเดียว เชิดฮ่องเต้ บัญชาการท้าวพระยา หัวเมือง
อำนาจที่แท้จริงไม่ต่างจากฮ่องเต้
เขาเริ่มลงมือสร้าง"ราชวงศ์ใหม่"ของตน

ในบรรดาบุตรโจโฉทั้งหมดผู้มีโอกาสจะได้รับแต่งตั้งเป็นทายาทสืบตำแหน่งบิดา
คือ โจผี กับ โจสิด เพียง 2 คน
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้วต่างก็มีข้อเด่น โจสิด มีสติปัญญาสูงเยี่ยม ปราดเปรื่องทางอักษรศาสตร์
แค่สะบัดพู่กัน บทความก็เสร็จอย่างงดงาม
จึงได้รับ "ความรักเป็นพิเศษ" จากโจโฉ ผู้เป็นกวีและรักอัก ษรศาสตร์เหมือนกัน
ด้วยเหตุนี้จึงติดนิสัยกลายเป็นคน"โรแมนติคจนไร้บังเหียน"
ปล่อยอารมณ์ไปกับสุราและกวีนิพนธ์
ส่วนโจผีนับแต่โจงั่งพี่ชายตาย ตนกลายเป็นบุตรคนโต ตาม จารีต บุตรเอกคนโตเป็นผู้สืบสกุลอยู่แล้ว
จึงอยู่ในฐานะได้เปรียบ
แต่ความสามารถของเขาด้านบุ๋นด้อยกว่าโจสิด ด้านบู๊ด้อย กว่าโจเจียง
จึงกังวลอยู่ตลอดเวลา
ว่าตำแหน่ง"กุลทายาท"(ผู้สืบอำนาจในวงศ์ตระกูล.สืบตำ แหน่งของบิดา)
จะถูกน้องชายแย่งไป
การแข่งขันเพื่อแย่งชิงความได้เปรียบระหว่างโจผีกับโจสิด ณ เบื้องหน้าโจโฉจึงแหลมคม
การแข่งขันนี่แหละที่เอียวสิ้วเข้าไปมีส่วนร่วม

หลี่ฉวนจวิน ตั้งข้อสังเกตว่า การชิงตำแหน่ง"กุลทายาท"ทำให้ คนแวดล้อมโจผีและโจสิดแยกกันเป็นฝักฝ่าย
พลพรรคสำคัญของฝ่ายโจผี
ได้แก่ อู่จื้อ จูชั่ว ตันกุน(เฉินฉวิน)และสุมาอี้(ซือหม่าอี้) ซึ่ง ประวัติศาสตร์เรียกว่า
"4 สหายของรัชทายาท"
ทางฝ่ายโจสิด พรรคพวกสำคัญ คือ เอียวสิ้ว กับ เต็งหงี
การต่อสู้ระหว่างโจผีกับโจสิด การแสดงออกของคนที่แวดล้อมจึงน่าศึกษา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีของเอียวสิ้ว
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
โจผี ชิง โจสิด(10)

การสถาปนาโจโฉขึ้นเป็นวุยอ๋องในปีที่ 21 ศักราชเจี้ยนอัน อันตรงกับเดือน 5 ฤูดูร้อนของปี 205
นับว่ามีความสำคัญ
มีความสำคัญ 1 เพราะเป็นพระราชโองการของ พระเจ้าเหี้ยนเต้
มีความสำคัญ 1
ยุทธนิยายสามก๊ก ฉบับแปลใหม่ สำนวน วรรณไว พัธโนทัย บอกว่า
โจโฉแสร้งทำเป็นถวายหนังสือทัดทานบ่ายเบี่ยง
ตามธรรมเนียมถึง 3 ครั้ง พระเจ้าเหี้ยนเต้ก็ทรงยืนยันกลับมาถึง 3 ครั้ง
โจโฉจึงตกลงรับพระราชโองการให้เป็น"อ๋อง"
ถวายเครื่องอิสริยยศตามประเพณี สวมศิโรเวธน์ปักลูกปิด 12 ก้าน
นั่งรถทองเทียมม้า 6
แต่ความสำคัญ 1 อยู่ตรงที่ "แต่โจโฉบังอาจใช้รถม้าหลวงซึ่งมีระฆังติดไว้เพื่อไล่คนขวางหน้า แล้วสร้างวังเย็นเป็นที่ประทับ ณ เมืองเงียบกุ๋น
และคิดอ่านตั้งรัชทายาท"
ตรงนี้เองที่สำคัญอย่างยิ่ง มีผลสะเทือนอย่างลึกซึ้งมาถึงแม้กระทั่งเอียวสิ้ว
ต้องอ่านจากยุทธนิยายสามก๊ก สำนวน วรรณไว พัธโนทัย

อันเมียเดิมของโจโฉนั้นชื่อนางเต็งฮูหยิน ไม่มีบุตรด้วยกัน แต่มีบตรกับนางหยิวซื่อ
ส่วนภรรยาน้อยคนหนึ่งชื่อโจอังถึงแก่ความตายในสนามรบ
ที่เมืองอ้วนเสียในการทำศึกกับเตียวสิ้ว
แล้วมีบุตรกับนางเปียนซี ภรรยาน้อยอีก 4 คน
คนโตชื่อ โจผี คนที่ 2 ชื่อ โจเจียง คนที่ 3 ชื่อ โจสิด คนที่ 4 ชื่อโจหิม
ด้วยเหตุนี้โจโฉจึงมิได้ยกย่องนางเต็งฮูหยิน
แต่ยกย่อง นางเปียนซี ขึ้นเป็นหวังจี้(ชายา)
อันโจสิด บุตรคนที่ 3 นั้นมีสมญาว่า จื่อเจี้ยง เป็นคนมีสติปัญ ญาสามารถในการแต่งโคลงกลอน
โจโฉหมายตาไว้จะตั้งเป็นรัชทายาท
ฝ่ายโจผีบุตรคนโต เกรงว่าโจโฉจะไม่แต่งตั้งตน จึงไปปรึกษากาเซี่ยงว่าจะทำอย่างไรดี
กาเซี่ยงก็ออกอุบายให้โจผี
แต่ไหนแต่ไรมาเมื่อโจโฉออกศึกบุตรทุกคนจะตามไปส่ง และโจสิดจะเขียนโคลงกลอนสดุดี
ให้ศีลให้พรบิดาเป็นอันมาก
ส่วนโจผีนั้นจะร่ำไห้ กระทำคำนับบิดาจนเป็นที่ซาบซึ้งใจของทหารทั้งปวง
การณ์เป็นดังนี้
ภายหลังโจโฉจึงคิดเห็นว่า อันโจสิดนั้นถึงจะมีสติปัญญา สามารถมากก็จริง
แต่ความจงรักภักดีต่อบิดาไม่เทียมเท่าโจผี
ขณะเดียวกัน โจผีก็ซื้อน้ำใจคนใกล้ชิดโจโฉให้คอยพูดคุยถึงความดีของโจผีให้โจโฉฟังมิขาด
โจโฉจึงมีน้ำใจรัก อยากจะตั้งโจผีเป็นรัชทายาท

แต่ยังไม่แน่ใจจึงปรึกษากาเซี่ยงว่า "ข้าพเจ้าประสงค์จะตั้งรัชทา ยาทสืบแทนตัวข้าพเจ้าต่อไป
ท่านคิดว่าควรจะตั้งใคร"
กาเซี่ยง ไม่ตอบ โจโฉพยายามรุก
กาเซี่ยงจึงว่า "ข้าพเจ้าต้องคิดเรื่องนี้อย่างหนัก จะตอบโดย พลันทันทีไม่ได้"
โจโฉถามว่า "ท่านคิดอย่างไร"
กาเซี่ยงตอบว่า "ข้าพเจ้าคิดถึงตอนอ้วนเสี้ยวกับเล่าเปียวพิ เคราะห์บุตรของตนนั่นแล"
โจโฉหัวเราะ
แล้วตกลงตั้งโจผีบุตรคนโตเป็นรัชทายาท

หากเริ่มต้นตั้งแต่ที่หลอกวนจงระบุ "ฝ่ายโจผีเกรงว่าโจโฉจะไม่แต่งตั้งตน จึงไปปรึกษากาเซี่ยงว่าจะทำอย่างไรดี
กาเซี่ยงก็ออกอุบายให้โจผี"
ก็จะเห็นแล้วว่า โจโฉเดินสายผ่าน "กาเซี่ยง"ซึ่งหลังยุคกุยแก หลังยุคซุนฮก
ถือได้ว่ากาเซี่ยงได้รับความวางใจสูงสุด
เข้าใจว่ากลยุทธ์ที่โจผี "ร่ำไห้กระทำคำนับบิดาจนเป็นที่ซาบ ซุึ้งใจของทหารทั้งปวง"
น่าจะมาจากคำชี้แนะของกาเซี่ยง
ขณะเดียวกัน หากดูจากข้อสังเกตของ"เล่าชวนหัว"ผ่านหนังสือ "ล้วงคอสุมาอี้"
ที่ว่า
"เมื่อได้ตัวสุมาอี้มาแล้วแทนที่โจโฉจะให้สุมาอี้ไปช่วยงานโจสิดกลับส่งตัวให้กับโจผี
แล้วปล่อยให้โจผีไปคบกับเอียวสิ้ว"
การที่โจสิดสนิทสนมกับโจสิดนี้เองแทนที่จะสร้างความเชื่อมั่นจากโจโฉ
กลับสร้างความหวาดระแวง
[next]

วิถีของผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
อันตรายจากการรู้มาก(11)

หนังสือ "จดหมายเหตุสามก๊ก ตอนยอดกุนซือวุยก๊ก"อัน ยศไกร ส.ตันสกุล เรียบเรียงจากของเฉินโซ่
ให้รายละเอียดของเอียวสิ้วไว้ว่า
เอียวสิ้ว มีรูปลักษณ์โดดเด่น คิ้วเรียว ตาเล็ก ใบหน้าเกลี้ยงเกลา
มีไหวพริบและสติปัญญาเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่วัยเยาว์
เมื่อราชสำนักฮั่นโดนตั๋งโต๊ะยึดครอง สกุลเอียวได้หลบหนีออกจากนครหลวง
และมาขอพึ่งพิงอ้วนสุด
ภายหลังเมื่ออ้วนสุดตั้งตนขึ้นเป็นฮ่องเต้ สกุลเอียวจึงได้ต่อ ต้าน
แล้วแยกตัวออกมาอีก
จากนั้น เอียวสิ้วจึงได้มารับราชการอยู่กับโจโฉ โดยทำงาน อยู่ในสำนักราชเลขาธิการ
อยู่ใต้สังกัดของซุนฮก
ต่อมา จึงได้ทำงานในสำนักสมุห์บัญชี
จากนั้น เอียวสิ้วได้คบหาเป็นสหายและที่ปรึกษาให้กับโจสิด บุตรชายคนที่ 4 ของโจโฉ
เอียวสิ้วเป็นผู้มีความสามารถทั้งด้านการทหารและการเมือง
รอบรู้พิชัยสงครามและมีไหวพริบปฏิภาณเป็นเยี่ยม โจโฉจึง มอบหมายให้ทำงานเป็นกุนซือในกองทัพและในราชสำนัก
เนื่องจากเอียวสิ้วมีความสนิทสนมกับโจสิด
เขาจึงช่วยเหลือเป็นกุนซือให้คำแนะนำกับโจสิดในการแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาทกับโจผี
มีเกร็ดประวัติศาสตร์เกี่ยวกับเรื่องของเอียวสิ้ว
ส่วนมากแล้วจะดำเนินไปในลักษณะ "เรื่องเล่า"


ครั้งหนึ่ง มีคนงานของโจโฉได้ตัดสร้างประตูที่สวนขึ้น เมื่อโจโฉ มาถึง
เขาไม่ได้กล่าวอะไรกับคนงาน
เพียงแต่เขียนอักษรที่มีความหมายว่า "ชีวิต" ไว้บนประตู
ไม่มีใครเข้าใจว่าโจโฉต้องการสื่ออะไร
ยกเว้นเอียวสิ้ว
เขาได้อธิบายให้คนอื่นฟังว่า ตัวอักษรที่หมายถึง"ประตู"นั้น
หากนำตัวอักษร"ชีวิต"ใส่เข้าไปในตัวอักษรที่หมายความว่า "ประตู"แล้ว
ก็จะได้ความหมายใหม่ คือ กว้าง
โจโฉต้องการบอกใบ้ว่า ประตูนั้นสร้างมากว้างเกินไป
คนงานได้ฟังแล้วจึงปรับแก้ขนาดของประตู
เมื่อโจโฉทราบว่า เอียวสิ้ว เป็นเพียงผู้เดียวที่เข้าใจความหมายของสิ่งที่เขาบอกใบ้
จึงรู้สึกตื่นเต้นกับพรสวรรค์ของเอียวสิ้วมาก

แม้ว่า "จดหมายเหตุสามก๊ก"ของเฉินโซ่วจะบ่งบอกถึงความรู้สึกของโจโฉต่อเอียวสิ้ว
ว่า "ตื่นเต้น"
แต่เมื่อผ่านจากเรื่องของ "ประตู" ไปยังอีกเรื่องซึ่งยอกย้อนมากยิ่งกว่า
ความตื่นเต้นจึงกลายเป็น "ปม"
ครั้งหนึ่ง ชนเผ่านอกด่านได้ส่งขนมใส่ในกล่องมอบให้โจโฉ เป็นของบรรณาการ
โจโฉจึงเขียนอักษรไว้บนกล่องนั้นว่า
"ขนมกล่องหนึ่ง" แล้ววางไว้
เมื่อเอียวสิ้วมาเห็น จึงบอกให้คนนำขนมนี้ไปแจกให้คนอื่นๆกินกันคนละชิ้น
โจโฉจึงถามเอียวสิ้วว่า "เพราะเหตุใดจึงทำเช่นนั้น"
เอียวสิ้วตอบกลับว่า "นายท่านเขียนตัวอักษรที่มีความหมาย ว่า ขนมสำหรับ 1 คน 1 คำ
แล้วพวกเราจะขัดคำสั่งนายท่านได้อย่างไร"
นั่นเพราะคำที่โจโฉเขียนไว้บนกล่อง สามารถแยกออกแล้ว แปลความหมายได้ตามนั้น
โจโฉจึงเริ่มไม่พอใจเอียวสิ้ว

จากตัวอักษรอันเกี่ยวกับ "ประตู" ไปยังตัวอักษรอันเกี่ยวกับ"ขนมกล่องหนึ่ง"
ทั้งๆที่เป็นเรื่องของ "ตัวอักษร"
แต่ก็แสดงให้เห็นถึง "พัฒนาการ" ในทางความคิดของโจโฉที่น่าหวั่นไหว
ยศไกร ส.ตันสกุล ระบุว่าต่อ "ประตู" โจโฉรู้สึกตื่นเต้น
แต่เมื่อมาถึงกรณี"ขนมกล่องหนึ่ง" โจโฉจึง "เริ่มไม่พอใจ"
เป็นความไม่พอใจเพราะเอียวสิ้วรู้มากเกินไป
การรู้มากจึงกลายเป็น"อันตราย"
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
เส้นทางชิงเป็น "ทายาท"(12)

จะเข้าใจการแย่งชิงระหว่างโจผี กับ โจสิด จะเข้าใจการตัดสินใจของโจโฉ
ต้องเข้าใจเส้นสนกลในของ"สามก๊ก"
"หลี่ฉวนฉวิน" ฟันธงว่า เรื่องราวในนิยายสามก๊กนั้น "จริง 7 เท็จ 3"
อาศัยความจริงที่มีอยู่ในพงศาวดารสามก๊กเป็นพื้นฐานที่อ้างอิงได้
แต่ผู้แต่งมุ่ง "ยกย่องเล่าปี่ ตำหนิโจโฉ"
นี่ย่อมสัมพันธ์กับวังวนการแย่งชิงตำแหน่งผู้สืบทอดอำนาจจากโจโฉ
คือ โจผีกับโจสิดแย่งกันเป็นทายาททางการเมืองของบิดา
โจผีมิใช่บุตรเอกคนโตของโจโฉ บุตรเอกคนโตคือโจงั่ง ซึ่ง ตายในสงครามปราบเตียวสิ้วเมื่อรัชศกเจี้ยนอาน ปีที่ 2
ดังนั้น โจโฉ"ไมีมีกำหนดแน่นอนในการตั้งทายาท"
แต่คิดว่าจะเลือกโจผีหรือโจสิด คนใดคนหนึ่ง
พงศาวดารสามก๊กจี่ บทประวัติโจสิดกล่าวว่า "โจโฉลังเลใจ เคยคิดจะตั้งโจสิดหลายครั้ง"
ดังนั้น เย่ซื่อ คนยุคราชวงศ์ซ่งจึงกล่าวไว้ในเรื่อง"สีเสว์จี้เอี๋ยน"(บันทึกวาทะการศึกษา) เล่ม 27 ว่า
"โจโฉคิดจะตั้งทายาทการเมืองตามความสามารถ
มิใช่ตามสิทธิบุตรเอก"
แต่ในที่สุด โจผี"ใช้เหลี่ยมมารยาเสแสร้ง" ได้รับแต่งตั้งเป็น ทายาท
ส่วนโจสิด "ทำตามใจตัวเอง
ไม่ปรับปรุงและควบคุมความประพฤติของตน ขาดวินัยในการดื่มสุรา จึงไม่เป็นที่รักของโจโฉ"
แต่ทว่า ที่โจผีชนะ โจสิดแพ้
ยังเกี่ยวข้องกับทัศนคติต่อการชิงราชสมบัติราชวงศ์ฮั่นของคนทั้ง 2 อีกด้วย


"หลี่ฉวนฉวิน" อ้าง ซ่งเสียงเฟิง นักวิชาการสมัยราชวงศ์ซ่งเขียน ไว้ในเรื่อง "กั้วถิงลู่" เล่ม 15 คำ"หลิวกงก้าน"
โดยสันนิษฐานว่า
โจสิดเขียนไว้ในประชุมกวีนิพนธ์"ซานเหลียง"ของเขาว่า ไม่ควรวุ่นวายในเกียรติยศชื่อเสียง
ข้ามั่นอยู่ในความจงรักภักดีและครรลองคลองธรรม
นี่คือ กล่าวว่าชีวิตคนไม่ควรใฝ่สูงให้พ้นศักดิ์ ชื่อเสียงเกียรติ ยศขึ้นกับฟ้ากำหนด
มีแต่ความสัตย์ซื่อถือธรรมเท่านั้นที่ข้ามานะบากบั่น
รัชศกเจี้ยนอาน ปีที่ 22 ตั้งโจผีเป็นทายาท
ในบรรดาบุตรโจโฉทั้งหมด มีแต่โจผีที่คิดแย่งราชสมบัติราชวงศ์ฮั่น
อีกทั้งเป็นบุตรเอกคนโต
"หลิวกงก้าน" จึงเย้ยหยันไปทางเหนือ เรื่องนี้ทำให้โจโฉโกรธ
จึงยกเหตุเรื่องนางเอียนซีคุมตัวเขาไว้
แต่ในที่สุดเห็นว่า "หลิวกงก้าน" เป็นเพียงบัณฑิตทางอักษร ศาสตร์
ไม่สามารถก่อเหตุเภทภัยได้อย่างซุนฮก ซึ่งมีแผนการและ ความคิดลึกซึ้ง
หรือเอียวสิ้วซึ่งมาจากตระกูลอันทรงเกียรติคุณ
จึงปล่อยตัวไป

ไม่ว่าจะเป็นซ่งเสียงเฟิงในสมัยซ่ง ไม่ว่าจะเป็นบทบาทของหลิวกงก้านอันเป็นคนร่วมสมัย
ล้วนเข้าใจในเส้นสน กลใน
ซ่งเสียงเฟิงอาจอาศัยเอกสาร หลักฐาน จากสมัยฮั่นและยุค ต่อมาอ้างอิง
เช่นเดียวกับ "หลี่ฉวนฉวิน"
การนำเอาแต่ละรายละเอียดมาเสนอก็เพื่อเป็นข้อมูล"แวด ล้อม"
แวดล้อมโดยรอบโจโฉ แวดล้อมโดยรอบโจผี
เพียงแต่ภาวะแวดล้อมทั้งหมดล้วนทอดไปยังชะตากรรมของ "เอียวสิ้ว"
บทสรุปของโจโฉจึงสำคัญ
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
โจโฉ เคลื่อนทัพ(13)

นอกเหนือจากกรณีของ "เตียวสง" แล้ว กรณี"ฮันต๋ง" เป็นอีกกรณีที่เอียวสิ้วดำรงตนในสถานะ"สายล่อฟ้า"
ขอเริ่มจากยุทธนิยาย"สามก๊ก"
เริ่มจากเมื่อยุทธภูมิ ณ เขาเตงกุนสัน ถูกยึดครองโดยฮองตงแห่งทัพจก
แฮหัวเต๊กกับฮันโฮตายในที่รบ
"มาบัดนี้ได้ข่าวว่าเล่าปี่ยกทหารจะตีเอาเมืองฮันต๋งแล้ว จงรีบทูลวุยอ๋องให้ทรงทราบโดยด่วน"
แฮหัวเอี๋ยนจึงส่งคนมารายงานโจโฉ
โจโฉตกใจยิ่งนัก เรียกประชุมขุนนางฝ่ายบุ๋นฝ่ายบู๊โดยพลันเพื่อปรึกษาการส่งกำลังไปช่วยป้องกันเมือง
เล่าหัวจึงทูลว่า
"อันเมืองฮันต๋งนี้เป็นที่สำคัญนัก ถ้าเสียเมืองนี้ให้ข้าศึกทุ่งราบภาคกลางจะต้องสั่นสะเทือนเป็นแน่แท้ ขอพระองค์คิดอ่านเสด็จไปป้องกันเองจึงจะชอบ"
โจโฉกลุ้มใจรำพันว่า
"เราคิดเสียใจที่ตอนนั้นมิได้เชื่อถ้อยฟังคำของท่าน เล่าปี่จึงบังอาจล่วงเข้ามาถึงถิ่นของเราถึงปานฉะนี้"
ว่าแล้วให้เกณฑ์ทหาร 20 หมื่นยกไปเมืองฮันต๋งด้วยตนเอง


ขณะนั้นเป็นเดือน 7 ฤดูใบไม้ร่วง ศักราชเจี้ยนอัน
กองทัพโจโฉแบ่งออกเป็น 3 กอง แฮหัวตุ้นคุมทัพหน้า โจ โฉคุมทัพหลวงอยู่กลาง โจฮิวคุมทัพหลัง
โจโฉขี่ม้าขาว อานทอง
สวมรัดพัสตร์หยก สวมเสื้อครุยแพรลายปัก มีทหารแห่นำหน้า
สวมเสื้อกางเกงแพรลายปัก ถือสัปทนใหญ่ทำด้วยแพรและใยทอง
ทหารกองเกียรติยศขนาบข้าง
เชิญเครื่องราชอิสริยยศสำหรับอ๋อง มีแตงโมทอง ขวานเงิน โกลนม้า ตะบอง หอกและดาบ
พร้อมด้วยธงพระอาทิตย์ พระจันทร์ มังกรและหงส์
สรรพด้วยทหารรักษาพระองค์ 25,000 แบ่งเป็น 5 กอง กองละ 5,000
แต่ละกองแบกธงกองละสี
สีเขียวกองหนึ่ง สีเหลืองกองหนึ่ง สีแดงกองหนึ่ง สีขาวกอง หนึ่ง และสีดำกองหนึ่ง
ทหารเดินทัพอย่างองอาจน่าเกรงขาม
ทหารสวมเกราะขี่ม้า เครื่องแบบสดใส เสื้อแพรแวววาม แพรวพราว
เมื่อต้องแสงอาทิตย์

ครั้นเมื่อกองทัพยกผ่านด่านต๋งก๋วนไปแล้ว โจโฉแลไปข้างหน้า เห็นป่าทึบเขียวชะอุ่ม
จึงถามทหารเคียงข้างว่า "นั่นเป็นที่ใด"
ทหารตอบว่า "ที่นั่นเรียกว่าล๋าฉัน เป็นป่าของท่านซัวหยงผู้ล่วงลับไปแล้ว
ท่านซัวหยงมีลูกสาวชื่อซัวเอี๋ยง สามีชื่อตังกี๋"
ยุทธนิยายสามก๊กอธิบายเพิ่มเติมว่า อันโจโฉนั้นสนิทสนม ชอบพอกับซัวหยงเป็นอันมาก
อันนางซัวเอี๋ยงบุตรีของซัวหยงนั้น
เดิมเป็นภรรยาของเว่ยต้าวเจี้ย ต่อมานางถูกฉุดคร่าเอาตัวไปอยู่ภาคเหนือ
เป็นเมียของโจเอียนอ้อง มีบุตรชายด้วยโจเอี้ยนอ้อง 2 คน
นางได้แต่งบทกวีให้ชื่อว่า "คำประพันธ์ 18 บทสำหรับขลุ่ย มองโกล"
ซึ่งเป็นที่นิยมร้องกันทั่วไป
โจโฉได้ฟังคำประพันธ์ของนางแล้วเกิดความสงสารจับใจ จึงส่งคนนำทองคำ 1,000 ตำลึงไปไถ่ตัวนางซัวเอี๋ยงจากโจเอียนอ้อง
โจเอียนอ้องเกรงบารมีของโจโฉ จึงคืนตัวนางซัวเอี๋ยงกลับมา
โจโฉก็ตบแต่งยกให้เป็นภรรยาของตังกี๋

เหมือนกับการผ่านมายังล๋าฉันทำให้ตะกอนนอนก้นในความนึก คำนึงของโจโฉเดือดพล่าน
เดือดพล่าน 1 เพราะนึกถึงซัวหยง
ที่สำคัญกว่านั้น 1 ยังเดือดพล่านเพราะชวนให้นึกถึงเรื่องราวของซัวเอี๋ยง
กวีสาวที่โจโฉเคยรู้จักตั้งแต่ยังอยู่ลั่วหยาง
คล้ายกับว่าเป็นเรื่องระหว่างโจโฉกับซัวหยงและพันพัวไปยังซัวเอี๋ยง
ไม่มีอะไรพันพัวไปยัง "เอียวสิ้ว"
เมื่ออ่านไปอย่างลงลึกในรายละเอียดของการนึกคำนึงก็จะ ปรากฏบทบาทของเอียวสิ้ว
เป็นบทบาทอันทำให้โจโฉบังเกิดความหงุดหงิด
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
คำทั้ง 8 ของซัวหยง(14)

ครั้นโจโฉทราบว่า นางซัวเอี๋ยง อยู่ ณ ที่นี้ ความรำลึกถึงซัวหยงแต่หนหลัง
จึงให้กองทหารล่วงหน้าไปก่อน
แล้วโจโฉนำทหาร 100 กว่าคนแวะบ้านของซัวหยง ขณะนั้น ตังกี๋ไม่อยู่ออกไปธุระนอกบ้าน
อยู่แต่นางซัวเอี๋ยง
เมื่อนางซัวเอี๋ยงทราบว่าโจโฉมาก็รีบออกมาต้อนรับเชื้อเชิญโจโฉเข้าไปในบ้าน
กระทำคารวะแล้วอยู่เคียงข้างโจโฉ
โจโฉเหลือบไปเห็นศิลาจารึกแผ่นหนึ่งตั้งอยู่ริมฝาผนังจึงลุกไปดู
แล้วถามนางซัวเอี๋ยงว่า "เป็นศิลาของใคร"
นางซัวเอี๋ยงตอบว่า "นี่เป็นศิลาจารึกของนางโจหงอ เมื่อครั้ง แผ่นดินพระเจ้าโฮ้เต้เสวยราชสมบัติที่เมืองซั่งหยี
มีผีบุญคนหนึ่งชื่อ โจสี่ เป็นคนเก่งในการร้องรำทำเพลง
ครั้น ณ วันที่ 5 เดือน 5 โจสี่ลอยเรือเล่นในแม่น้ำ เสพสุรามึน เมา ร้องรำทำเพลง จนกระทั่งตกเรือ จมน้ำหายไป
ขณะนั้นนางโจหงอ บุตรีอายุได้ 14 ปี
ทราบว่าพ่อตกน้ำตายก็ร้องไห้ เที่ยวหาศพอยู่ถึง 7 วัน 7 คืน ไม่พบ
นางโดดน้ำตายตามพ่อไปด้วย
ต่อมาอีก 5 วันศพนางโจหงอลอยขึ้นมาพร้อมกับศพพ่อ แขนของนางโจหงอกอดศพพ่อแนบแน่น
ชาวบ้านทั้งปวงเอาศพทั้ง 2 ฝังไว้ ณ ริมฝั่งน้ำ
เจ้าเมืองซั่งหยีจึงเขียนใบบอกส่งไปยังโตเสี่ยง(ราชเลขาธิ การในพระองค์)เพื่อให้กราบบังคมทูลพระเจ้าโฮ้เต้ให้ทรงทราบ ถึงความกตัญญูของนางโจหงอ
โตเสี่ยงจึงนำความขึ้นกราบทูลให้ทรงทราบ โปรดให้หันตัน ฉุนเขียนคำจารึกไว้บนแผ่นศิลานี้
ขณะนั้นหันตันฉุนเพิ่งมีอายุได้ 13 ปี
สามารถแต่งคำสดุดีนางโจหงอได้อย่างไพเราะหาที่ติมิได้ เพียงตวัดพู่กันครั้งเดียวคำสดุดีก็สำเร็จสมประสงค์
ใครๆพากันประหลาดใจมาก
แล้วทางราชสำนักส่งศิลาจารึกนี้มาตั้งไว้หน้าหลุมฝังศพของโจหงอ ผู้ที่ได้อ่านคำจารึกแล้วล้วนซาบซึ้งไปตามๆกัน
บิดาของข้าพเจ้าทราบข่าวนี้จึงไปดู
ขณะนั้นเป็นเวลาค่ำมืดแล้ว บิดาของข้าพเจ้าเอามือคลำตัว อักษรในแผ่นศิลาจารึก แล้วเอาดินสอเขียนอักษรใหญ่ 8 คำไว้ ทางด้านหลังของศิลาจารึก
ภายหลังมีผู้ไปสกัดอักษร 8 คำนั้นลงไว้ในแผ่นศิลาอันเดียว กันนี้"


โจโฉจึงอ่านคำทั้ง 8 ที่ซัวหยงเขียนไว้ว่า หวง เจียน ยิว ฟู่ ไหว้ ซุน จี จิ้ว
โจโฉถามนางซัวเอี๋ยงว่า "เจ้าอธิบายความหมายของคำทั้ง 8 นี้ได้ไหม"
นางซัวเอี๋ยงตอบว่า
"ไม่ได้เลย ถึงแม้จะเป็นคำของบิดาของข้าพเจ้า แต่คน อย่างข้าพเจ้าไม่สามารถจะเข้าใจได้"
โจโฉจึงหันไปถามบรรดาที่ปรึกษาทั้งปวงว่า
"ท่านทั้งหลายอธิบายได้ไหม"
ไม่มีใครสามารถอธิบายได้
ทันใด มีชายผู้หนึ่งเข้ามาพูดว่า "ข้าพเจ้าเข้าใจความหมายดี"
โจโฉหันไปมอง
บุคคลผู้นั้น คือ เอียวสิ้ว ผู้เป็นอาลักษณ์

ในเมื่อนางซัวเอี๋ยงซึ่งถือได้ว่าเฉลียวฉลาด เป็นกวีที่โจโฉให้ความนับถือ
ยังอธิบายไม่ได้
แม้จะเป็นบุตรีซึ่ง ซัวหยง ที่เป็นปราชญ์ ให้การบ่มเพาะมาอย่างดี
ยังอธิบายไม่ได้
ขณะเดียวกัน บรรดา "ที่ปรึกษา" น้อยใหญ่ซึ่งติดตามโจโฉมาแต่เมืองฮูโต๋
ก็ไม่มีใครอธิบายได้
การเสนอตัวเข้ามาของ เอียวสิ้ว ผู้เป็นอาลักษณ์ จึงนับว่าท้า ทายเป็นอย่างสูง
นี่คือท่าทีที่ไม่บันยะบันยังของ เอียวสิ้ว
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
การรู้เท่าทันของเอียวสิ้ว(15)

พลันที่เอียวสิ้ว ผู้เป็นอาลักษณ์ แสดงตนและออกมาพูด
"ข้าพเจ้าเข้าใจความหมายดี"
ก็ใช่ว่าหนทางจะเปิดโล่งแบบมี"ไฟเขียว" เพราะคำแรกจากโจโฉคือ
"ท่านอย่าเพิ่งพูด ให้ข้าพเจ้าคิดเอาเองก่อน"
นี่ย่อมเป็น "สัญญาณ" นี่ย่อมเท่ากับเป็นการ "เตือน"
ว่าแล้วโจโฉอำลานางซัวเอี๋ยง ยกกำลังออกจากหมู่บ้านนั้น พอควบม้ามาได้ 3 ลี้
พลันนึกถึงความหมายของคำทั้ง 8 ขึ้นได้
จึงหัวเราะ แล้วพูดกับเอียวสิ้วว่า "ท่านลองอธิบายดูที ว่าคำ ทั้ง 8 นั้นมีความหมายอย่างไร"
เอียวสิ้วจึงว่า
"แต่ละคำล้วนมีความล้ำลึกนัก คำว่า "หวง เจียน" หมายถึงสีของไหม
ข้างอักษรสี มีอักษรไหม
กลายเป็นคำว่า "เจี่ย ยิว ฟู่" หมายถึง ดรุณี
ข้างอักษรหญิงมีอักษร ดรุณ กลายเป็นคำว่า "เมี่ยว ไหว้ซุน" หมายถึง "บุตรของบุตรสาว"
ข้างอักษรหญิง มีอักษร บุตร
เป็นคำว่า "เห้า จี จิ้ว" หมายถึง สิ่งรองรับทุกข์ทั้ง 5
ข้างอักษรรับ มีอักษร ทุกข์ เป็นคำว่า "ฉือ"
รวมแล้ว คำทั้ง 8 นี้กลายเป็นคำเพียง 4 คำเท่านั้น คือ
เจี๋ย เมี้ยว เห้า ฉือ แปลว่า การจากไปที่แสนประเสริฐ"
โจโฉได้ฟังดังนั้นประหลาดใจยิ่งนัก พลางว่า "ท่านอธิบาย ตรงกับที่ข้าพเจ้าคิดไม่ผิดเลย"
ปมเงื่อนอยู่ตรงอีกบรรทัดหนึ่งของยุทธนิยายสามก๊ก
คนทั้งปวงได้ฟังคำอธิบายของเอียวสิ้วแล้วก็สรรเสริญสติปัญญาอันเฉียบแหลมของเอียวสิ้ว
กันถ้วนหน้า


หากมองจากมุมของโจโฉนี่มิได้เป็นครั้งแรกที่เอียวสิ้วแสดงให้เห็นภูมิปัญญา
ขอให้พลิกผ่านจากหน้า 1066-1067
ไปยังตอน 72 ที่หน้า 1087 อันเป็นการท้าวความไปยังอดีตของความสัมพันธ์ระหว่างโจโฉกับเอียวสิ้ว
แล้วก็จะประจักษ์ในความโดดเด่นในเรื่อง"อักษร"

ยุทธนิยายสามก๊กพรรณาว่า อันเอียวสิ้วนี้เป็นคนฉลาดเฉียบแหลม แต่อดคุยไม่ได้
ทำให้โจโฉเสียหายมาหลายครั้งแล้ว
ครั้งหนึ่ง โจโฉให้ช่างสร้างสวนดอกไม้ เมื่อสร้างเสร็จแล้ว โจโฉไปดูตลอดแล้ว
ไม่ได้ตำหนิหรือสรรเสริญสักคำเดียว
แต่เขียนอักษร "หวอ"(ชีวิต)ไว้หน้าประตู แล้วกลับไป
ไม่มีใครรู้ว่าโจโฉหมายถึงอะไร พอเอียวสิ้วมาเห็นเข้าก็พูดว่า
"คำหว่า หวอ อยู่กับเหมิน(ประตู)
หมายความว่า "คว้อ"(กว้าง) ซึ่งแสดงว่าท่านโจโฉต้องการ ให้ขยายประตูให้กว้างออกไปอีก"
ต่อมา นายช่างสร้างกำแพงชั้นนอกเสร็จแล้ว
เชิญโจโฉไปดู โจโฉเห็นแล้วก็พอใจมากถามว่า "ใครล่วงรู้ ความคิดของเราอย่างนี้"
ทหารซ้ายขวาตอบว่า "เอียวสิ้ว"
โจโฉออกปากชมสติปัญญาของเอียวสิ้ว แต่ในใจมีความริษ ยาว่า
เอียวสิ้วรู้เท่าทัน

อยู่มาวันหนึ่ง โจโฉได้รับกล่องใส่เนยกล่องหนึ่งจากไซเป่ย(มอง โกเลีย)
โจโฉจึงเขียนตัวอักษรไว้บนกล่องนั้นว่า"อิ๊เหอซู"
แล้วเอากล่องวางไว้บนหัวโต๊ะ
เอียวสิ้วมาเห็นเข้า เอาช้อนตักเนยแจกทหารกิน
โจโฉทราบความ จึงเอาตัวเอียวสิ้วมาสอบสวน
เอียวสิ้วชี้แจงว่า "บนฝากล่องท่านเขียนอนุญาตไว้อย่างแจ่มแจ้งแล้วว่า
คนละ 1 คำ
(อิ๊ แปลว่า 1 เหอ มีอักษรคน กับ 1 กับปากรวมกัน ส่วน ซุ แปลว่า เนย)
แล้วใครจะกล้าฝืนคำสั่งของท่านได้"
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็หัวเราะก๊าก แต่ในใจยิ่งเกลียดเอียวสิ้วมากขึ้น
เพราะเห็นว่า รู้เท่าทัน
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
การแสร้ง แกล้งทำ(16)

หากดูจากกรณีของ "หวอ" อันกระจายขยายเป็น"เหมิน"(ประตู)
และ "คว้อ"(กว้าง)
มายังกรณี "อิ๊เหอซู"
อันเป็นการปะทะกันผ่านการอ่านและพิจารณา"ตัวอักษร"ระ หว่างโจโฉกับเอียวสิ้ว
ถือว่าเป็นเรื่อง"สะท้าน"เมืองอยู่แล้ว
เมื่อมาถึงกรณี หวง เจียน ยิว ฟู่ ไหว้ ซุน จี จิ้ว อันมี ซัวหยง และแม่นางซัวเอี๋ยงเข้ามาเกี่ยวข้อง
ยิ่งเป็นเรื่องละเอียดอ่อน
แม้กรณีหลัง ยุทธนิยายสามก๊กจะพรรณาและสรุปความเพียง
โจโฉได้ฟังดังนั้น "ประหลาดใจยิ่งนัก"
เป็นความประหลาดใจบนพื้นฐานที่ "ท่านอธิบายตรงกับที่ ข้าพเจ้าคิดไม่ผิดเลย"
กระนั้น เรื่องใน"อดีต"ที่ไม่ควรมองข้าม
จากกรณีของ"หวอ"(ชีวิต) คำถามแรกของโจโฉเมื่อเห็นการขยายประตูให้กว้างออกคือ
"ใครล่วงรู้ความคิดของเราอย่างนี้"
เมื่อมีเสียงรายงานว่าเป็นเอียวสิ้ว ทาง 1 โจโฉออกปากชม สติปัญญาของเอียวสิ้ว
ทาง 1 แต่ในใจมีความริษยาว่าเอียวสิ้วรู้เท่าทัน
จากกรณีของ"อิ๊เหอซู" ทาง 1 โจโฉหัวเราะก๊าก แต่ทาง 1 แต่ในใจยิ่งเกลียดเอียวสิ้วมากขึ้น
เหตุผล "เพราะเห็นว่ารู้เท่าทัน"
จากนั้น ก็เข้าสู่อีกตัวอย่างหนึ่งซึ่งมิได้เป็นเรื่องของ"ตัวอัก ษร"
แต่ละเอียดอ่อน แหลมคมยิ่งกว่า


อันโจโฉนั้นกลัวจะมีคนลอบทำร้ายอยู่เรื่อยๆ จึงสั่งคนใช้ใกล้ชิดว่า
"ข้าเป็นคนนอนร้าย ละเมอฆ่าคนอยู่เสมอ
ฉะนั้น ถ้าเห็นข้านอนหลับอยู่ อย่าให้ใครเข้ามาใกล้เป็นอัน ขาด"
วันหนึ่ง เป็นเวลากลางวัน
โจโฉแสร้งนอนหลับอยู่บนเตียง แล้วทำผ้าห่มนอนหลุดจากตัว
คนใช้ใกล้ชิดรีบไปหยิบผ้าห่มขึ้นห่มให้โจโฉตามเดิม
โจโฉผลุนผลันลุกขึ้น คว้ากระบี่ ฟันคนใช้ผู้นั้นตายคาที่
แล้วกลับเข้านอน
อีกสักครู่หนึ่งจึงลุกขึ้น พอเห็นศพก็แสร้งทำเป็นตกใจ ร้อง ถามว่า
"ใครฆ่าคนใช้ของข้า"
คนทั้งปวงบอกความไปตามจริง
โจโฉแสร้งร้องไห้แล้วให้เอาศพไปฝัง ทำพิธีให้อย่างดีเยี่ยม
นับแต่นั้น ใครๆชอบพูดกันต่อๆไปว่า
"โจโฉนอนร้าย มักละเมอฆ่าคน"
ในครั้งนั้น มีแต่เอียวสิ้วผู้เดียวที่รู้กลอุบายของโจโฉ พอโจโฉให้เอาศพคนสนิทไปฝัง
เอียวสิ้วสงสาร พูดกับศพว่า
"ท่านสมุหนายกไม่ได้ละเมอจริงๆหรอก แต่เป็นคราวเคราะห์ของท่านโดยแท้"
ความล่วงรู้ถึงโจโฉ ยิ่งเกลียดเอียวสิ้วมากขึ้น

กระบวนการเท้าความของหลอกวนตงตามที่ วรรณไว พัธโนทัย แปลออกมา
น่าศึกษาอย่างเป็นพิเศษ
สัมผัสได้จากการใช้คำว่า "แสร้ง" ต่อการกระทำของโจโฉ อย่างต่อเนื่อง
1 โจโฉ"แสร้ง"นอนหลับอยู่บนเตียง
1 พอเห็นศพ(โจโฉ)ก็ "แสร้ง" ทำเป็นตกใจ
1 โจโฉ"แสร้ง" ร้องไห้ แล้วให้เอาศพไปฝัง
การรู้เท่าทันของเอียวสิ้ว แท้จริงก็เป็นเรื่องเฉพาะตัว เพียงแต่ช่องโหว่อยูที่
เมื่อเอียวสิ้วไปพูดกับศพ
"ท่านสมุหนายกไม่ได้ละเมอจริงๆหรอก แต่เป็นคราวเคราะห์ของท่านโดยแท้"
ราวกับเอียวสิ้วอยู่ในเหตุการณ์
กระนั้น หากย้อนกลับไปศึกษา "กระบวนท่า"ของโจโฉเมื่อตอนรบกับอ้วนเสี้ยว
ก็จะเข้าใจ
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
โจโฉ ยืมหัวฮองเฮา(17)


ก่อนหนึ่ง,โจโฉคุมทหาร 17 หมื่นไปล้อมเมืองฉิวฉุนอันอ้วนสุด มอบหมายให้โลหอง 1 งักจิว 1 เสียงก๋อง 1 ตันกี๋ 1 คุมทหาร 10 หมื่นอยู่รักษา
เป็นห้วงที่ฉิวฉุนเพิ่งผ่านภัยแล้งต่อเนื่องกันมาหลายปี
ทหาร 17 หมื่นต้องใช้เสบียงอาหารเลี้ยงวันหนึ่ง หนึ่ง มากมาย
โจโฉพยายามบำรุงขวัญทหารให้รีบเผด็จศึก
ขณะที่โลหองตั้งมั่นอยู่ในเมือง ไม่ยอมเปิดประตูออกมารบด้วย
โจโฉล้อมเมืองอยู่เดือนเศษ
เสบียงอาหารใกล้จะหมดสิ้น จึงมีสารถึงซุนเซ็กขอเสบียง 10 หมื่นถัง
แล้วมอบให้ฮองเฮาซึ่งเป็นนายฉางแจกจ่ายกันให้ทั่ว
ฮองเฮาถามว่า "ทหารของเรามีมาก เสบียงมีน้อย จะคิดอ่าน อย่างไรจึงจะเฉลี่ยให้ทั่วถึง"
โจโฉตอบว่า
"จงจ่ายข้าวให้น้อยลงกว่าเก่า ประทังไว้จนกว่าการศึกจะสำ เร็จ"
ฮองเฮาย้อนถามว่า "ทหารจะไม่โกรธหรือ"
โจโฉตอบว่า "ข้าพเจ้าจะออกอุบายเอง"
ฮองเฮาจำต้องปฏิบัติการไปตามคำสั่ง โดยจ่ายข้าวให้ทหาร น้อยลง

ฝ่ายโจโฉจึงแต่งคนสนิทไปเที่ยวฟังเสียงทหารดู ทหารทั้งปวงได้อาหารไม่เต็มอิ่ม
ก็เสียกำลังใจ
นินทาว่าร้ายโจโฉต่างๆนานา โจโฉสั่งเรียกตัวฮองเฮามาพบ แล้วว่า "ข้าพเจ้าใคร่จะขอท่านสักอย่างเพื่อเอาใจทหาร หวังว่า ท่านคงจะไม่ขัดข้อง"
ฮองเฮาถามว่า "ท่านสมุหนายกประสงค์จะได้สิ่งใด"
โจโฉว่า "ข้าพเจ้าอยากได้ศึรษะของท่านไปประจานแก่ทหารทั้งปวง"
ฮองเฮาตกใจแทบสิ้นสติ
ร้องว่า "ข้าพเจ้ามิได้กระทำความผิดอันใดเลย"
โจโฉจึงว่า "ข้าพเจ้ารู้ดีว่าท่านไม่มีความผิดอย่างใดทั้งสิ้น แต่ถ้าข้าพเจ้าไม่ฆ่าท่านเสียทหารทั้งปวงก็จะก่อการจลาจล วุ่น วายขึ้น
เมื่อท่านตายแล้ว ลูกเมียของท่านข้าพเจ้าจะเลี้ยงดูอย่างดี ท่านไม่ต้องเป็นห่วงเลย"
ฮองเฮามิทันจะได้ตอบประการใด
โจโฉก็เรียกเพชฆาตมือขวานให้เข้ามาเอาตัวฮองเฮาไปตัด ศีรษะเสีย แล้วให้เอาศีรษะเสียบไม้
เขียนป้ายประจานไว้ข้างล่าง ดังนี้
"อ้ายฮองเฮาบังอาจฉ้อโกงข้าวหลวง ใช้ถังเล็กตวงข้าวแจก ทหาร จึงต้องลงโทษตามกฎพระอัยการศึก"
ทหารทั้งกองทัพเห็นเช่นนั้นก็สิ้นความแคลงใจ

วันรุ่งขึ้น โจโฉมีคำสั่งถึงนายค่ายทั้งปวงว่า "ท่านต้องตีเมืองให้ได้ภายใน 3 วัน หาไม่แล้วข้าพเจ้าจะประหารชีวิตพวกท่านทั้งสิ้น"
แล้วสั่งให้ทหารทั้งปวงขนดินและหิน ถามคูเมืองและตีหัก เอาให้ได้
ฝ่ายทหารที่รักษาเชิงเทินอยู่ก็ระดมยิงเกาทัณฑ์และทุ่มก้อนหินลงมาดั่งห่าฝน ทหารโจโฉ 2 คนซึ่งเข้าไปถมคูกลัวจะถูกเกา ทัณฑ์และก้อนหิน
ก็ถอยหลังกลับมา
โจโฉเห็นเช่นนั้น เอากระบี่ตัดศีรษะทหารทั้ง 2 นั้นทันที
ทหารทั้งปวงเกรงอาญาศึกก็ไม่กล้าถอยหลังมาอีก มุ่งรุกไป ข้างหน้าถ่ายเดียว
ทหารของอ้วนสุดบนกำแพงต้านไว้ไม่ได้
ไม่ช้ากำแพงก็พังลง ประตูเปิดออก ทหารโจโฉไล่ฆ่าฟัน ทหารข้าศึก
ล้มตายเป็นอันมาก
ในที่สุด โลหอง ตันกี๋ งักจิวและเสียงก๋อง ถูกจับตัวได้ โจโฉ สั่งให้ตัดศีรษะเอาไปประจานทั่วเมือง
แล้วสั่งให้เผาวังซึ่งอ้วนสุดสร้างไว้
แลสั่งให้รักษาข้าวของมีค่าทั้งปวงไว้ มิให้ผู้ใดแตะต้องเป็น อันขาด
โจโฉถามนายทหารทั้งปวงว่า
"เราจะยกทัพข้ามแม่น้ำอุยโหไปกำจัดอ้วนสุด ผู้ใดจะเห็น เป็นประการใด"
ซุนฮก ทัดทาน โจโฉได้ฟังก็ลังเล
ยังมิทันที่โจโฉจะตัดสินใจประการใด ทหารนำข่าวมารายงานว่า
"เตียวสิ้วสมคบกับเล่าเปียว
บังอาจยกทัพมาตีหัวเมืองรอบๆเลยเกิดกบฎขึ้นในเมืองลำ หยง โจหองไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ เสยทีแก่ศัตรูเป็นหลายครั้ง"
โจโฉรีบให้ทหารถือคำสั่งไปถึงซุนเซ็ก
ให้ซุนเซ็กยกทัพเรือไปสกัดต้นทางไว้ มิให้เล่าเปียวยกกำลัง ไปสมทบเตียวสิ้ว
ฝ่ายโจโฉจะยกทัพไปตีเตียวสิ้วเอง

นั่นเป็นสถานการณ์ในตอนที่ "อ้วนสุด" ตั้งตนเป็นฮ่องเต้ นั่นเป็น สถานการณ์ในตอนที่ อ้วนสุด มิได้เป็นหนึ่งเดียวกับ อ้วนเสี้ยว
เป็นสถานการณ์ที่โจโฉรุกเข้าตีฉิวฉุน
เป็นสถานการณ์ที่โจโฉดำเนินกลยุทธ์ "ยืมหัว"ของฮองเฮาเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา
เป็นการจำยอมเสียสละของฮองเฮา
เหมือนกับการ"แสร้ง"ละเมอ แล้วฆ่า "คนสนิท" ที่ห่วงใยด้วยความจริงใจ
เป็นไปได้หรือไม่ที่"เอียวสิ้ว"ก็รู้เรื่องนี้ด้วย
[next]

วิถีของผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
โจโฉ โจผี รุม เอียวสิ้ว(18)

ยิ่งอ่านยิ่งมองเห็น "ัปัญหา" ยิ่งอ่านยิ่งตระหนักในจุดที่"เอียวสิ้ว"จะต้องแบกรับ
ปัญหากับ"โจโฉ"ก็หนักอยู่แล้ว
แต่เมื่อมีจุดอันละเอียดอ่อนในห้วงแห่งการเลือก"ทายาท" ยิ่งทำให้สถานะของเอียวสิ้วสั่นคลอนมากยิ่งขึ้น
เพราะไม่เพียงแต่ถูกจับตาจาก"โจโฉ"
หากที่จำเป็นต้องระมัดระวังอย่างเป็นพิเศษ ยังถูกจับตา และเฝ้ามองจาก "โจผี" ด้วย
ขอให้อ่านจาก"สามก๊ก"


ฝ่ายโจสิด บุตรชายคนที่ 3 ของโจโฉนับถือสติปัญญาความสา มารถของเอียวสิ้วยิ่งนัก
มักเชิญเอียวสิ้วมาคุยด้วยจนดึกดื่นเที่ยงคืนบ่อยๆ
ต่อมา โจโฉปรึกษาขุนนางทั้งปวงจะตั้งโจสิดเป็นไทจือ โจผีรู้เข้าจึงเรียกอู๋จื้อ เจ้ากรมมหรสพมาปรึกษา
แต่ด้วยเกรงว่าจะมีคนอื่นเห็น
โจผีจึงให้ทำตะกร้าใหญ่ใบหนึ่งให้อู๋จื้อซ่อนตัวเข้ามาในวัง ขาออกแก่แจ้งแก่คนประตูว่า
"ตะกร้าใบนี้บรรจุแพรไว้ทั้งนั้น"
เอียวสิ้วทราบความ จึงบอกให้โจโฉทราบ โจโฉให้คนไปสอดส่องดูอยู่ที่บ้านโจผี
โจผีเห็นเช่นนั้นก็ตกใจ รีบบอกข่าวแก้อู๋จื้อให้ทราบ
อู๋จื้อบอกโจผีว่า "อย่าวิตกกังวลไปเลย พรุ่งนี้ขอให้ท่านจงเอาแพรหลายๆพับใส่ลงในตะกร้านั้น แล้วหามออกมาอย่างเคย ก็แล้วกัน"
โจผีเชื่อคำ
จึงเอาแพรหลายพับใส่ลงในตะกร้า แล้วให้หามออกมา เหมือนเดิม
คนของโจโฉตรวจค้นตะกร้าใหญ่นั้น
เห็นว่าใส่แพรอย่างเดียว ไม่มีใครซ่อนตัวมาด้วย จึงกลับไปรายงานแก่โจโฉ
นับแต่นั้น ระแวงว่าเอียวสิ้วคงจะคิดร้ายใส่ความโจผี
ก็เกลียดหน้าเอียวสิ้วมากขึ้น

ต้องยอมรับว่า ระดับความโกรธระหว่างของโจโฉและโจผีต่อเอียวสิ้วนั้น
ดำเนินไปในลักษณะสะสม
โจโฉมีรายละเอียดของ "ภูมิปัญญา" ที่ประชุนขันแข่งกันเจือปนระคนอยู่
แต่โจผีเป็นเรื่อง"ผลประโยชน์"ล้วนๆ
กระนั้น ภายในการปะทะกันทางปัญญาและความสามารถระหว่างโจโฉกับเอียวสิ้ว
ก็แฝงไว้ด้วยอารมณ์ "ริษยา"
ขณะเดียวกัน ภายในอารมณ์ "ริษยา" ก็แฝงไว้ด้วยความ หวาด "ระแวง"
ตรงนี้กลับกลายเป็นผลดีต่อโจผี
เพราะในที่สุดแล้วก็เท่ากับได้ก่อรูปพันธมิตรในแนวร่วมระ หว่างโจโฉกับโจผีขึ้นโดยอัตโนมัติ
คนที่"ซวย" 1 คือ โจสิด
คนที่"ซวย"หนักหนา สาหัสมากยิ่งกว่า กลับกลายเป็นเอียวสิ้ว
แทนที่จะเป็น "ผู้ชนะ" ก็ต้องเป็น "ผู้แพ้"

นับวัน จากความไม่พอใจต่อเอียวสิ้วของโจโฉก็ส่งผลให้ดุลแห่งอำนาจแปรเปลี่ยน
แปรเปลี่ยนเป็นความลำเอียง
จากแต่เดิม โจโฉเคยชมชอบต่อโจสิด เนื่องจากเป็นกวีย่อมจะชื่นฤดูกวีด้วยกัน
กลับกลายเป็นความหงุดหงิด ไม่พอใจ
สาเหตุมิได้เนื่องจากความพยายามต่อสู้กับโจผีอย่างต่อเนื่องของโจสิด ประการเดียว
หากแต่เนื่องเพราะมีเอียวสิ้วอยู่เรียงเคียงข้าง
ความผิดของโจสิด ไม่ว่าจะมองจากโจโฉ ไม่ว่าจะมองจากโจผี
จึงดำเนินไปในลักษณะ "รวมศูนย์"
รวมศูนย์ไปสู่การทำลาย "เอียวสิ้ว" เพื่อยังความเพลี่ยงพล้ำให้เกิดขึ้นกับ "โจสิด"

[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
สงคราม ตัวแทน ผ่านโจสิด(19)

บทบาทของเอียวสิ้วต่อโจโฉ เป็นบทบาทในท่วงทำนองแบบ"วิถีโค้ง"
นั่นก็คือ ไม่ได้ปะทะโดยตรง
ตรงกันข้าม ดำเนินไปในลักษณะของสงคราม "ตัวแทน" หรือที่เรียกกันว่า proxy
ความไม่พอใจของโจโฉจึงปะทุขึ้น 2 เท่า
1 ไม่พอใจต่อโจสิดนั้นดำรงอยู่แล้ว แต่อีก 1 ซึ่งแหลมคมมากยิ่งกว่าคือไม่พอใจต่อเอียวสิ้ว
เพราะเอียวสิ้วแสดงบทบาทผ่านโจสิด
ด้วยความเต็าใจของโจสิด ด้วยการเห็นพร้อมและยอมรับของโจสิดอย่างเต็มเปี่ยม
เต็มใจอย่างไรขอให้อ่าน


อีกครั้งหนึ่ง โจโฉใคร่จะดูปัญญา สามารถของโจสิดและโจผี จึง ให้บุตรชายทั้ง 2 เดินออกไปนอกวัง
แล้วลอบให้คนไปสั่งนายประตูไว้ว่า
"วันนี้ อย่าให้ใครออกไปข้างนอกเป็นอันขาด"
ครั้นโจผีเดินมาถึงประตู นายประตูก็ห้ามมิให้ออก โจผีจึงกลับ
ฝ่ายโจสิดถูกนายประตูห้ามออก
จึงเอาเนื้อความมาบอกเอียวสิ้ว เอียวสิ้วแนะนำว่า
"เมื่อท่านได้รับคำสั่งให้ออกไปข้างนอก ผู้ใดบังอาจมาขัด ขวางท่านจงฆ่ามันเสีย"
โจสิดคล้อยตามเอียวสิ้ว
จึงเดินไปที่ประตู นายประตูก็ห้ามออก โจสิดตวาดว่า
"ข้าได้รับรับสั่งจากอ๋องให้ออกไปข้างนอก ใครจะบังอาจมา ห้ามได้"
แล้วโจสิดฆ่านายประตูเสีย
ครั้นโจโฉแจ้งดังนั้น สำคัญว่าโจสิดมีปัญญามากกว่าโจผี ต่อมามีคนแอบไปบอกโจโฉว่า
"ที่โจสิดฆ่านายประตูนั้นเพราะเอียวสิ้วเสี้ยมสอนดอก"
โจโฉได้ฟังดังนั้นก็โกรธนัก ยิ่งไม่ชอบโจสิดเพิ่มขึ้นอีก

ครั้นต่อมา เอียวสิ้วสอนให้โจสิดตอบปัญหาต่างๆ ฉะนั้น เมื่อโจโฉถามอะไรมา
โจสิดก็ตอบได้ฉอดๆ
ยิ่งถามพิชัยสงคราม โจสิดตอบได้คล่องแคล่วดุจน้ำไหล โจ โฉยิ่งคิด
สงสัยนัก
อยู่มาวันหนึ่ง โจผีติดสินบนคนรับใช้ใกล้ชิดโจสิดให้ลัก ลอบเอาข้อความที่เอียวสิ้ว เขียนตอบปัญหาต่างๆให้โจสิดไว้
มาให้โจโฉดู
โจโฉเห็นแล้วโกรธนักพูดว่า "อ้ายเอียวสิ้วบังอาจขว้างฝุ่น เข้าตาข้าเพียงนี้เชียวหรือ"
นับแต่นั้นโจโฉมีใจอาฆาต คิดจะฆ่าเอียวสิ้วอยู่ทุกเวลา

อารมณ์และความรู้สึกของโจโฉต่อเอียวสิ้วมิได้เป็นความลับแต่ อย่างใด
ยิ่งการช่วงชิงระหว่างโจผี โจสิด แหลมคม
เรื่องราวเหล่านี้ยิ่งแตกกิ่ง แยกช่อออกไปอย่างกว้างขวาง แหลมคม
เกิดเป็นประเด็นโต้แย้งมากมาย
ไมว่าจะอ่านผ่าน จดหมายเหตุสามก๊กของเฉินโซ่ว ไม่ว่าจะอ่านผ่านยุทธนิยายสามก๊กของหลอกวานตง
ก็ยิ่งประจักษ์
อย่าแปลกใจที่เมื่อ "เหอมู่" เขียนยุทธนิยายเรื่อง"จารชนสามก๊ก" อัน ชาญ ธนประกอบ แปลมา
จึงเลือกตอน"การศึกที่เขาเเตงสัน" เน้นบทบาทเอียวสิ้ว
คนอ่านจึงรับรู้เงาสะท้อนบางอย่างของเอียวสิ้วทั้งในด้านความคิดและในด้านปฏิบัติการที่แปลกออกไป
ในเมื่อเป็นการแสดงบท "จารชน"
เป็นจารชนของจกก๊ก อิงอย่างแนบแน่นอยู่กับความรุ่งเรือง เฟื่องฟูของราชวงศ์อั่น
เราจึงอาจเรียนรู้"เอียวสิ้ว"ได้จาก"จารชนสามก๊ก"

[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
คนฉลาดอันดับ 1 ของแผ่นดิน(20)

บทบาทของ"เอียวสิ้ว"เมื่อปรากฏในหนังสือ"จารชนสามก๊ก"จาก ปลายพู่กันของ "เหอมู่"
มิได้เปิดตัวโดยบทบาทของ"เอียวสิ้ว"โดยตรง
หากแต่เป็นการเปิดตัวในลักษณะเงาสะท้อนแบบ"ทุติยภูมิ" มิได้ดำเนินไปในแบบ "ปฐมภูมิ"
นั่นก็คือ จากการสนทนาของ"คนอื่น"
เป็นการสนทนาระหว่าง "เจียวเจ้" กับ "กาเอ๊ก"เจ้าหน้าที่คน สำคัญแห่งสำนัก"จิ้นโจ้วเฉา"
สำนักข่าวกรองของวุยก๊กที่กำกับโดย"โจผี"
เริ่มจากเมื่อการเอ๊กต้องการไปเยือนกาเซี่ยงซึ่งเขาเรียกอย่างยกย่องว่า "ปู่น้อย"
"ลูกพี่ลูกน้องข้าบอกว่าเขาแก่จนเลอะเทอะแล้ว"
"แก่น่ะแก่จริง แต่มิได้เลอะเทอะแม้แต่น้อย" เจียวเจ้กล่าว อย่างจริงจัง
"ปู้น้อยของเจ้าแผนพิสดารมีเป็นร้อย คำนวณการแม่นยำดุจ เทพยดา
ใต้ฟ้านี้มิมีใครเทียบเทียม
เจ้าไปคารวะหน่อยจะดีกว่า ฟังเขาว่าอย่างไร ก่อนหน้านี้ตอนเพิ่งเกิดเรื่องที่เขาเตงกุนสันข้าเคยไปเยี่ยมเขาคราหนึ่ง กลับถูกปิดประตูใส่หน้า ถ้าเป็นเจ้าคงต้องให้พบจนได้น่า"
"ขอรับ" กาเอ๊กรับคำอย่างไม่ใส่ใจ หัวร่อกล่าวว่า
"แต่ข้าน้อยฟังมาว่า บัดนี้ คนฉลาดที่สุดในแผ่นดินเป็นเอียว สิ้ว มิใช่หรือ"
"เอียวสิ้ว" เจียวเจ้ส่ายหน้า
"หลุกหลิก ไม่สำรวม ถือตนดูแคลนผู้อื่น มิรู้ว่าผิดใจกับผู้คน ไปมากเท่าใด
ถ้าบิดาเขามิใช่เอียวปิว
เกรงว่าเอียวสิ้วคงตายไปหลายสิบครั้ง
ครานี้วุยอ๋องยกทัพบุกฮันต๋งด้วยตนเอง พาเขาไปข้างกาย ด้วย คิดว่าคงเกรงว่าเขาอยู่ฮูโต๋อาจร่วมกับโจสิดก่อเหตุก็เป็นได้"
นั่นเป็นการเอ่ยถึง"เอียวสิ้ว"
ขณะเดียวกัน ก็เป็นการเอ่ยถึงและประเมนถึงบทบาทและ ความหมายของเอียวสิ้วไปด้วย
เช่นเดียวกับ การประเมินบทบาทของ"โจสิด"

สำนวนแปลของ ชาญ ธนประกอบ กล่าวถึงการเสนอและการสำนองความเหนระหวางเจียวเจ้กับกาเอ๊ก
เป็นการประเมินบทบาทของ "โจสิด"
"ยังจะก่อเรื่องอะไรได้อีกเล่า ตำแหน่งรัชทายาทของโจผี แน่นอนแล้ว วุยอ๋องก็ค่อยๆออกห่างจากโจสิด"
เป็นความเห็นจากกาเอ๊ก
"คนฉลาดน่ะหรือ ส่วนมากมักประเมินตัวเองสูงเกินไป คิด ว่าเขาจะมีพลังในการเหนี่ยวรั้งคลื่นลม"
เจียวเจ้กล่าว
"แต่ลือกันว่า วุยอ๋องยังคงมีความคาดหวังต่อโจสิดเสมอ เอียวสิ้วคงคิดเอาเองว่าน่าจะมีโอกาสพลิกกระดาน"
"พลิกกระดาน" กาเอ๊ก อดหัวร่อไม่ได้
"พลิกเรือยังพอว่า คนฉลาดอันดับ 1 ของแผ่นดินก็แค่เรื่อง ขำขันอันดับ 1 ของแผ่นดินเท่านั้นเอง"
นี่ย่อมเป็นบทสรุปอันรวบรัด
มิได้เป็นบทสรุปต่อสถานะแห่งความเป็น"คนฉลาดที่สุด"ในแผ่นดินของเอียวสิ้ว
หากแต่ยังเป็นบทสรุปต่อสถานะของ"โจสิด"ไปด้วย
เด่นชัดอย่างยิ่งต่อจุดยืนของเจียวเจ้ กาเอ๊ก เด่นชัดอย่างยิ่งต่อการดำรงอยู่ของ"จิ้นโจ้วเฉา"ในทางการเมือง
ต่อจากนี้จึงเป็น"วาระ"ของ"เอียวสิ้ว"

เอียวสิ้วนั่งตัวตรงบนม้า ราวอีก 3 วันก็จะรุดถึงภูเขาตันฉองแล้ว โจโฉจะมาตั้งค่ายจัดทัพที่ตันฉอง
หรือว่าจะนำทัพตรงไปยังเขาเตงกันสันกันแน่
ว่ากันว่า ข่าวการทหารรั่วแล้ว ไอ้เฒ่านี่ไม่บุ่มบ่ามลงใต้ กระมัง
หลังเล่าปี่กำชัยที่เขาเตงกุนสันแล้ว
สะเทือนไปทั่วทั้งแผ่นดิน ผู้คนต่างเกรงว่าเล่าปี่จะฉวยโอ กาสจี้ทัพใส่เตียงอั๋น
แต่เอียวสิ้วดูแล้ว
เตียงอั๋นมีกำลังหลักรักษาอยู่ กำแพงเมืองแข็งแกร่ง เล่าปี่ คงไม่บุ่มบ่ามเข้าตีง่ายๆ
เป้าหมายของเล่าปี่อาจเป็นเมืองเหลียงจิ๋ว
มิรู้ว่าศึกครั้งนี้จะรบกันนานเท่าใดและจะเป็นอย่างไร คิดแล้วเอียวสิ้วก็จามออกมา
พร้อมกับกระชับเสื้อนวมห่อตัวให้มิดชิด

[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
การข่าว ของเอียวสิ้ว(21)

"เหอมู่"สร้างความซับซ้อนให้กับสถานการณ์ศึกที่เขาเตงกุนสันมากยิ่งขึ้นไปอีก
พลันที่ชี้ถึงผลสะเทือน
หลังพ่ายศึก โจโฉพยายามสร้างกำลังใจให้กองทัพ ในการ สร้างกำลังใจนี้เอง
สะท้อนนัยยะอะไรบางอย่าง
ในความคิดของเอียวสิ้ว หากเป้าหมายคือวาง"กำลังหลัก"ไว้ป้องกันเตียงอั๋นแล้ว
โจโฉน่าจะกลับฮูโต๋
หากเป็นเช่นนั้นค่อยลองหารือกับโจสิด ดูสิว่ายังมีโอกาสช่วงชิงการเป็น"รัชทายาท"หรือไม่
ถ้าไม่มีก็พยายามขอนำทัพออกศึก
"ขอเพียงมีกองทัพอยู่ในมือ ต่อให้ไม่อาจตั้งตัวเป็นอ๋อง อย่างน้อยก็ยังป้องกันตัวได้"
จากบทสรุปของเอียวสิ้ว
"แม้รัชทายาทโจผีเป็นคนใจกว้าง แต่การชิงตำแหน่งอ๋อง แต่ไรมาไม่เคยมีใครยอมเลิก
นอกเสียจากตาย"
บทบาทของเอียวสิ้วในห้วงแห่งการเดินทัพมากับทัพของโจโฉ จึงมิได้เป็นการถอย
แม้จะอยู่ไกลจาก"ฮูโต๋"
แต่ในทางความคิด เอียวสิ้ววนเวียนอยู่โดยรอบตัวโจสิดไม่เคยห่าง
เป้ายังอยู่ที่การช่วงชิงตำแหน่ง"รัชทายาท"

อีก 3 วันต่อมา เอียวสิ้วนั่งอยู่บนเชิงเขา เหม่อมองการคั้งค่ายอันแน่นหนาตามหลักยุทธศาสตร์ในหุบเขา
หาวหวอดๆ เพราะไม่มีอะไรจะทำ
ทัพใหญ่ยกมาถึงตรงนี้ก็ตั้งค่าย ซิหลงกับอองเป๋งเป็นทัพ หน้าไปทางเหนือของฮั่นสุ่ย
ศึกใหญ่อาจระเบิดขึ้นในอีกไม่กี่วัน
เนื่องจากเล่าปี่เป็นฝ่ายได้เปรียบ สภาพการณ์ขณะนี้มิได้เป็นคุณต่อวุยอ๋องนัก
กระบวนการในทาง"ความคิด"ของเอียวสิ้วดำเนินไปอย่างไร
กล่าวกันว่า เจียวเจ้ซึ่งมีตำแหน่งเป็นซีเฉาหยวนแห่งจิ้นโจ้ว เฉาเขียนจดหมายถึงเทียหยก
ให้คนไปสืบหาตัว"สายลับ"ในกองทัพ
แต่ถูกเจ้าจิ้งจอกเฒ่า เทียหยก ปฏิเสธ เฮอะ เฮอะ การศึกที่ เขาเตงกุนสัน เพราะถูกแผนของ"สายลับ"ทำเอาข่าวศึกผิด พลาด
และสถานการณ์ศึกจึงพลิกผันอย่างสิ้นเชิง
ตอนนี้จิ้นโจ้วเฉายังจะมีหน้าขอส่งคนเข้าไปสืบหา"สายลับ" ในกองทัพอีกละหรือ
ใช่แล้ว
วุยอ๋องปลดตันกุ๋นออกจากตำแหน่งผู้รับผิดชอบจิ้นโจ้วเฉา และลดเบี้ยหวัด 3 ปี
บัดนี้ผู้ที่ทำการแทน คือ เจียวเจ้ กับ สุมาอี้
2 คนนี้ต่างคนต่างทำ ไม่ก้าวก่ายกัน แต่เจียวเจ้เสนอรายงานลับต่อเบื้องบนหลายครั้ง
การขอเข้าฮันต๋งเพื่อสืบหาตัว"สายลับ"
น่าจะเป็นแค่ทำท่า ทำทีให้วุยอ๋องดู เมื่อเทียบกันแล้วสุมาอี้ หนักแน่นกว่า
หรือว่าเขาเกาะรัชทายาทโจผีได้ก็สุขสบายไร้กังวลแล้วหรือ
คิดมาถึงตรงนี้เอียวสิ้วส่ายศีรษะ เทียบกับที่เขาเตงกุนสันแล้ว ที่เป็นห่วงมากกว่า
น่าจะเป็น"ฮูโต๋"
ไม่มีคนอยู่ข้างกาย หลินจือโหว โจสิด จะเบี่ยงเบนจากทิศ ทางที่วางแผนแล้วหรือไม่ละหนอ
นี่คือความห่วง นี่คือความกังวล

ไม่ว่าจะมองผ่านจากมุม "การข่าว" ไม่ว่าจะมองผ่านจากมุม "การเมือง"
เครื่องจักรในทาง"ความคิด"ไม่เคยหยุด
ต้องมองยอมรับแต่ละจังหวะก้าวสำหรับหลินจือโหว โจสิด
ล้วนมาจากสมองก้อนโตของเอียวสิ้ว
เป้าหมายไม่เคยแปรเปลี่ยน
นั่นก็คือ ทำอย่างไรจะแย่งชิงตำแหน่ง"รัชทายาท"เอามาจากโจผี
ความแหลมคมอย่างยิ่งยังอยู่ที่ "จิ้นโจวเฉา"
เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงภายใน คนที่เข้ามากำกับและควบคุม "จิ้นโจวเฉา"ย่อมเป็นโจผี
นี่ย่อมเป็นเครื่องมืของ"รัชทายาท"
สถานะของความเป็น"เสมียน"เดินทางมากับกองทัพของเอียวสิ้วก็ใช่ว่าจะมั่นคง
ตรงกันข้าม อยู่ในจุดอันถูกเฝ้ามอง ติดตาม
ไม่ว่าจะเป็นจากโจโฉ ไม่ว่าจะเป็นจากโจผี ไม่ว่าจะเป็นจากเทียหยก
จำเป็นที่เอียวสิ้วต้องตื่นตัวตลอด


[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
ปรัศนี คนคนนั้น(22)

เอียวสิ้วนอนราบลงเด็ดหญ้าเจ้าชู้ข้างตัวก้านหนึ่งมาขบเคี้ยวเล่น
ตามเชิงเขา มีนาข้าวฟ่างเห็นเป็นหย่อมๆ
พอลมภูเขาพัดโชยมาก็โยกเอน ขึ้นลงเป็นคลื่นเหมือนผิวน้ำ
ทำเอารู้สึกลึกลับอย่างพิกล
หลายวันก่อนได้ข่าวว่าจิ้นโจ้วเฉาฆ่าตันทัวและควบคุมตัวขุนนางสายเกงจิ๋วและขุนนางเก่าราชวงศ์ฮั่น
ที่เหนือความคาดหมาย
หลังจากนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ทุกอย่างดำเนินไปอย่างสงบเงียบ
ราวกับทุกอย่างจบสิ้น
ตามธรรมเนียมเก่าก่อน ต่อให้จิ้นโจ้วเฉาสืบอะไรไม่พบก็ยังคงฉวยโอกาสฆ่าฟันขนานใหญ่
กำจัดพวกงี่เงาที่ไม่เหมาะกับสถานการณ์
ครานี้หลังจากจัดการตันทัวแล้วก็หยุดดื้อๆ หรือเป็นเพราะตัวหัวหน้าถูกปลด
จิ้นโจ้วเฉาจึงสงบเสงี่ยมลง
หรือเพราะว่าจิ้นโจ้วเฉามี "เจตนา" อื่น อันเป็น "วาระ"แอบ แผง
เหล่านี้ล้วนอยู่ในครรลองครุ่นคิดของเอียวสิ้ว


ขณะเดียวกัน "เหอมู่"นำเสนอกระบวนการขบของเอียวสิ้วตามสำนวนแปล ชาญ ธนประกอบ
ออกมาว่า
ก่อนออกจากฮูโต๋แม้จะติดต่อกับ"คนคนนั้น"ได้ แต่"คนคน นั้น"เชื่อถือได้หรือไม่
ไม่มีใครรู้
อีกอย่างตามนิสัยยโสโอหังของโจสิดแล้วจะยอมให้"คนคน นั้น" จัดการให้หรือ
ในฮูโต๋ยังมี"ตัวละคร"ที่ตึงมืออีกหรือไม่
5 ที่ปรึกษาใหญ่ของวุยอ๋อง กังเกง ซุนฮก ซุนฮิว ทยอยลาโลกไปแล้ว
ส่วนกาเซี่ยงก็เก็บเนื้อเก็บตัว ตันหยกมากับกองทัพ
ฮูโต๋ยังจะเหลือใครอีกที่จะสามารถก่อกวน"แผน"ของคนผู้นั้น
สุมาอี้ ชื่อนี้วาบเข้าในสมอง
เอียวสิ้วแสยะยิ้ม เจ้าสุนัขเฒ่าตัวนี้เป็นตัวละครสำคัญอยู่ เพียงแต่วุยอ๋องเคยฝัน
ว่าม้า 3 ตัวร่วมคอกเดียวกัน จึงไม่วางใจในตัวสุมาอี้
แม้บัดนี้เขาจะคอยช่วยเหลือรัชทายาทโจผี แต่ทำการใดๆ ก็ค่อนข้างเจียมตัว
ไม่กล้าเปล่งประกายจนหมด
บางที "แผน" ของ "คนคนนั้น" อาจสำเร็จจริงก็ได้ กระมัง

สุมาอี้ในสายตาของเอียวสิ้วประเมินบทบาท"ให้" ไม่ค่อยสูงเท่าใดนัก
ยังเกาะอยู่กับความฝัน "ม้า 3 ตัว"ร่วมคอกเดียวกัน
ประกอบกับสุมาอี้เองก็ดำเนินกลยุทธ์ในแบบงำประกาย ลดบทบาท
ปรัศนีสำคัญจึงอยู่ที่ "คนคนนั้น"
กระนั้น กาเซี่ยง ซึ่งแก่เฒ่าอย่างยิ่งและดำรงอยู่ในลักษณา การแห่ง"การเก็บเนื้อเก็บตัว"
ก็ไม่ควรมองข้าม
คล้ายกับ "เหอมู่"จะกำหนดบทบาทของกาเซี่ยงให้มีความสำคัญ
แม้จะแก่เฒ่าอย่างยิ่ง หลงๆเลอะๆ
แต่ก็ดำรงอยู่อย่างทรงความหมาย ดำรงอยู่อย่างไม่สมควรจะมองข้าม
นี่คือมุมมองจากคนเขียนหนังสือรุ่นใหม่
ไม่ว่าจะจากปลายพู่กันของ Ma Bo Yong ใน"ความลับแห่ง สามก๊ก"
ไม่ว่าจะ "เหอมู่" ใน"จารชนสามก๊ก"
ยิ่งเมื่อสำรวจโดยรอบด้านแล้ว ท่วงท่าอาการของกาเซี่ยงก็บ่งชี้รหัสนัยบางอย่างอันเอียวสิ้วได้เอ่ยไว้
นั่นก็คือ รหัสนัยแห่ง"คนคนนั้น"

[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
Ma Bo Yong มองกาเซี่ยง(23)

ภาพของกาเซี่ยง หรือ จย่าสวี เมื่อปรากฎผ่าน"ความลับแห่งสามก๊ก" ของ Ma Bo Yong
เป็นอย่างไร
คนผู้นั้นเป็นชายชราที่ห่อหุ้มร่างกายด้วยเสื้อคลุมขนสัตว์ตัวใหญ่
ถวายบังคมอย่างเต็มพิธี
ชายชราผู้นี้บำรุงรักษาตัวเองเป็นอย่างดีทีเดียว
เครายาวเป็นสีขาวดุจหิมะ แต่เส้นผมกลับดำขลับ วับวาว มี เพียงดวงตาคู่นั้นที่ขุ่นมัวอย่างยิ่ง
คล้ายลูกตาดำซ้อนกัน มองไปทางใดล้วนไม่มีจุดหมาย
"ข้าน้อยจย่าสวี่ ถวายบังคมฝ่าบาท" ชายชราลุกจากพื้นอย่างโงนเงน
เสียงที่พูดอู้อี้ไม่ชัด
"ตั้งแต่จากกันที่ฉางอัน ผ่านมาหลายปีแล้วกระหม่อมกลายเป็นไม้ใกล้ฝั่ง ฝ่าบาทกลับทรงแข็งแรงกำยำยิ่งกว่าเดิม"
ความรู้สึกที่"หยางผิง" ต่อ"จย่าสวี่"ซับซ้อนอย่างยิ่ง


จย่าสวี่เป็น 1 ในบุคคลที่ลึกลับที่สุดแห่งยุค เดิมทีเขาเป็นนักกล ยุทธ์ของกองทัพซีเหลียง
หลังจากต่งจั๊วถูกลอบทำร้าย
หลี่เจวี๋ยกับกัวซื่อ ขุนศึกผู้กล้าหาญใต้บังคับบัญชาหมายจะถอยหนี แต่ถูกจย่าสวี่โน้มน้าวให้ย้อนกลับไปโจมตีสังหารหวังซือถูและยึดครองฉางอัน
สมัยอยู่อำเภอเวินเซี่ยนยังเคยถกเถียงกับซือหม่าอี้ครั้งหนึ่ง
หยางผิงคิดว่าคำพูดเดียวของจย่าสวี่ทำให้ชาวเมืองฉางอันลำบากยากแค้น
นับเป็นคนบาปคนหนึ่ง
ซือหม่าอี้กลับคิดว่า ราชวงศ์ฮั่นเสื่อมถอยแล้ว แม้ไม่มีจย่าสวี่ก็ต้องมีคนอื่นมาทำเรื่องนี้อยู่ดี
หากจะกล่าวว่า บุคคลผู้นี้ละโมบในอำนาจ
สมัยอยู่ฉางอันก็ได้เขาปกป้องสุดความสามารถ ประสานระ หว่างหลี่กับกัว ทำให้ราชวงศ์ฮั่นไม่ถึงขั้นล่มสลาย
ยังคงเหลือทางรอด
หลังจากโอรสสวรรค์ออกจากฉางอันเขาคืนตราประทับให้ทันทีและจากไปอย่างสบายใจ ดูเหมือนผู้ภักดีที่ไม่ต้องการชื่อ เสียง ลาภยศ
หากจะกล่าวว่าเขาทำเพื่อเอาตัวรอด
หลังออกจากฉางอันจย่าสวี่เข้าด้วยตวนเว่ยก่อน ค่อยเข้าด้วยจางซิ่ว
ทั้ง 2 ล้วนมิใช่บุคคลที่จะกระทำการใหญ่ได้
ภายใต้บังคับบัญชาของจางซิ่วเขาท้าทายเฉาเชา ผู้ที่มีอำ นาจเหมือนดวงอาทิตย์ยามเที่ยงวัน
ครั้งแล้วครั้งเล่า
เหตุการณ์กบฎที่เมืองหว่านเฉิงเขาก็เป็นคนจัดการยุให้จาง ซิ่วสังหารลูกหลานของเฉาเชา สร้างความแค้นใหญ่หลวง
ไม่รู้ว่านี่เป็นการเอาตัวรอดแบบใดกัน
เอาเป็นว่าบุคคลผู้นี้เต็มไปด้วยความขัดแย้งและปริศนา ไมมีใครรู้ว่าในหัวของตาเฒ่าผู้นี้คิดอ่านอะไรอยู่กันแน่
ทั้งยังไม่มีใครทำอะไรเขาได้
แต่ตอนนี้คนผู้นี้อยู่ในจวนเฉากง คุกเข่าอยู่ตรงหน้าโอรส สวรรค์
และแทนตัวเองว่า"กระหม่อม"

ทั้งหมดนี้คือภาวะยอกย้อนไม่ว่าจะเรียกว่า จย่าสวี่ ไม่ว่าจะเรียกว่า กาเซี่ยง
เพียงแต่เป็นการเซี่ยงในยุคหนึ่ง
ยุคก่อนการยุทธ์อันอึกทึกครึกโครมที่กัวต๋อ ซึ่งนำความพ่ายแพ้อย่างยิ่งยับให้กับอ้วนเสี้ยว
เป็นยุคที่เขามาอยู่ใต้ร่มธงของ"เฉาเชา"
ขณะที่หากกล่าวสำหรับกาเซี่ยงอันปรากฏใน"จารชนสามก๊ก" กลับเป็นอีกยุค
ยุคหลังสถานการณ์กัวต๋อ
ยุคหลังสงครามเซ็กเพ็ก และเป็นยุคที่อำนาจของโจโฉยิ่งใหญ่อย่างที่สุด
อยู่ในตำแหน่ง"วุยอ๋อง"
และกำลังยกทัพจากฮูโต๋มายังเขาเตงกุนสัน เปิดยุทธการฮันต๋งอีกครั้งหนึ่ง
ภาพของกาเซี่ยงในสายตาของ"เหอมู่"เป็นอย่างไร
ภาพของกาเซี่ยงในสายตาและความเห็นของ"เอียวสิ้ว"เป็นอย่างไร
น่าติดตาม

[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
อย่าเข้าใกล้ หานฉาน(24)

"เหอมู่"เริ่มต้นบรรยายภาพการพบระหว่าง "กาเอ๊ก" กับ "ปู่น้อย" กาเซี่ยงของมัน ณ จวนตูถึงโหว
ด้วยประโยค
กาเซี่ยงน้ำลายไหลย้อยที่มุมปาก จ้องมองกาเก๊กที่อยู่เบื้อง หน้าอย่างมึนงง
"เจ้ามาแล้วหรือ กินข้าวหรือยัง"
การเอ๊กถอนใจ จากบ้าน 3 ปี "ปู่น้อย" กลายเป็นคนแก่เลอะ เทอะ
เดิมทีลูกผู้พี่ไม่อยู่
เขาอยู่คุยเป็นเพื่อนกับผู้เฒ่ามาครึ่งชั่วยามแล้ว เขากลับจำไม่ได้ว่าตนเป็นใคร
มิน่าเล่า ปู่น้อยจึงไม่ให้ใต้เท้าเจียวเจ้เข้าพบ
แก่จนเลอะแล้ว พบเขาแล้วยังจะบอกกล่าวอันใดได้
"ดี ดี ประเดี๋ยวกินให้เยอะหน่อยนะ" ได้ยินเช่นนั้นกาเอ๊กจึงได้แต่ยกชามน้ำชาขึ้น
ในนั้นมีใบชาหอมกรุ่นลอยฟ่อง
น่าจะเป็นของชั้นดีแห่งง่อก๊ก จิบคำหนึ่งแล้วกาเอ๊กก็วางชามน้ำชาลง
มองที่พื้นอีกครั้ง
ลูกผู้พี่ยังคงไม่กลับมา เบื่อจริง จะถูไถกับตาเฒ่าต่อไป หรือว่าบอกลาดี
ภาพ"ปู่น้อย"ในบทสรุปของ"กาเอ๊ก"เป็นอย่างไร

แผนพิสดารแพรวพราว คำนวณแม่นดุจเทพยดา
กาเซี่ยง ที่ชื่อกระฉ่อนทั้งแผ่นดิน บัดนี้ ชราแล้ว
ตั้งแต่เข้าจวนถิงโหวและพบกับ "ปู่น้อย" ความคิดนี้วนเวียน อยู่ในใจ
"ปู่น้อย"
มิใช่ท่านโหวที่เคร่งขรึม แววตาคมกริบคนนั้นอีกต่อไป แต่เป็นเพียงคนแก่
พะงาบ พะงาบ ใกล้ตายคนหนึ่ง
คำพูดประโยคเดียวซ้ำๆ เขายังฟังไม่ชัดและมักตอบไม่ตรงคำถาม
ไม่มีทางสื่อสารกัน
นึกถึงครานั้น ทำให้วุยอ๋องพ่ายที่เมืองอ้วนเสีย ทำศึกกับ อ้วนเสี้ยวที่กัวต๋อ
ทะลวงม้าเฉียวที่ด่านถงกวน
ยุทธการใหญ่ที่สมควรแก่การร่ำลือไปร้อยชาติ ล้วนมีเงาร่าง ที่คล่องแคล่วของท่าน"ปู่น้อย"
บัดนี้ วีรบุรุษวัยชรา
ตระกูลกาทั้งตระกูลกลับไม่มีใครสามารถสืบทอดชื่อเสียงของท่าน"ปู่น้อย"
ตนเองก็ใกล้ 30 แล้ว
ยังไม่เคยมีความดี ความชอบใหญ่โตอันใดเลย ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป
จะแก้แค้นได้อย่างไร

กาเอ๊กกระแอมแล้วจึงเอ่ย "ปู่น้อย ครานี้จิ้นโจ้วเฉาเรียกข้ากลับมาเพื่อสืบหา "หานฉาน"
ถ้าโชคดีสืบได้ตัว "หานฉาน"
ผู้หลานจะได้ดิบได้ดี ถึงตอนนั้นน่าจะมีโอกาสล้างแค้นให้ท่านพ่อ"
"อืม เป็นโอกาสอันดี" กาเซี่ยงกล่าว
"เจ้าต้องทะนุถนอม แต่สตรีนี่นะ บางครั้งก็น่ากลัวมาก"
กาเอ๊กก้มหน้า พึมพำกับตัวเองว่า "ปู่น้อย ครานั้นท่านพ่อถูกสุมาอี้กีดกันใส่ไคล้จนต้องโทษตัดหัวประจาน
ถ้ามิใช่ท่านลงแรงช่วยเหลือ
เกรงว่ามารดาหม้ายกับลูกกำพร้าคงไม่รอดถึงวันนี้ หลังท่าน แม่สิ้นไปเมื่อ 4 ปีก่อนท่านก็เสนอตัวข้าเข้าจิ้นโจ้วเฉา
แม้ข้าจะถูกส่งไปประจำโจ๊ะเอี๋ยงไกลจากฮูโต๋ แต่ในฐานะบุตรหลานตระกูลกา กาเอ๊กมิได้ทำให้ท่านขายหน้า ครานี้หานฉานปรากฏขึ้นอีกในศึกเขาเตงกุนสัน
จึงย้ายข้าเป็นพันลี้ให้กลับมา
ปู่น้อย ครั้งนี้สำหรับข้าแล้วเป็นโอกาสที่ไม่เคยมีมาก่อน สุมาอี้ปีนขึ้นสูงมากแล้ว เป็นแขนซ้ายขวาขององค์รัชทายาท
หากข้ามิอาจลุกนั่งเสมอกับมัน ก็...."
พลันรู้สึกเบื้องหน้ามีเสียงหายใจแผ่วๆ กาเอ๊กเงยหน้าขึ้น อย่างตื่นตัว
กลับเห็น"ปู่น้อย"
มืรู้ว่าเดินมาถึงเบื้องหน้าตนตั้งแต่เมื่อใด เขางงงันและเตรียม จะลุกขึ้นตอบวาจา
กลับเป็น 2 ตาขุ่นมัวของ"ปู่น้อย"
พลันเปลี่ยนเป็นคมกล้า 2 มือกดบ่าเขาไว้แน่นตวาดลั่น
"หานฉาน อย่าเข้าใกล้"

ได้ยินเช่นนั้นปฏิกิริยาแรกของกาเอ๊กย่อมตกใจ ยื่นมือประคองท่าน"ปู่น้อย"
เอ่ยถามอย่างข้องใจว่า "ปู่น้อย ทำไมหรือ"
กาเซี่ยงสีหน้าหม่นลง ค้อมตัวลงพลางแลดูกาเอ๊กซึ่งอยู่เบื้องหน้าถามขึ้นว่า
"เจ้า เจ้าเป็นใคร ข้าหิวแล้ว"
ถามว่าอาการเลอะ เลอะ เลือน เลือน ของกาเซี่ยงแท้จริงแล้วเป็นเช่นใด
เลอะ เลอะ เลือน เลือน จริงหรือไม่

[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
ทุกย่างก้าว ต้องระวัง(25)

ฉากตัดจากจวนตู้ถิงโหวของ "ปู่น้อย" กาเซี่ยง มายังชานเมืองฮูโต๋
กาเอ๊กอยู่ในจุดต้อง"ขบ"คิด
คำพูดนั้นของ "ปู่น้อย" หมายความว่าอย่างไร เป็นคำพูด เหลวไหล
หรือว่าเป็น"คำเตือน"ยามมีสติเป็นครั้งคราว
"หานฉาน อย่าเข้าใกล้"
พลันที่คำๆนี้หวนเข้าสู่นัยประหวัด กาเอ๊กมีอันต้องสยิวกายด้วยความหวาดพรั่น
แววตาเกรี้ยวกราดของ"ปู่น้อย" ผุดขึ้นในสมอง
ช่างเถอะ ไม่อยากคิดแล้ว เลอะเทอะขนาดนี้แล้วยังจะถือสาคำพูดของ"ปู่น้อย"ทำไมกัน
กาเอ๊กรั้งบังเหียน
ทอดตามองดูทุ่งหญ้ารกร้ายที่กว้างสุดสายตา เพราะว่าไกลออกไปมีเจียวเจ้รอคอยอยู่
รอคอยเพื่อ"ล่าสัตว์"ด้วยกัน
ทำไมต้องเน้นไปยัง 1 กาเซี่ยง ทำไมต้องเน้นไปยังการร่วม ล่าสัตว์ระหว่างเจียวเจ้กับกาเอ๊ก
และทั่งหมดเกี่ยวอะไรกับ"เอียวสิ้ว"
มีความจำเป็นต้องแวะเข้ามายังฉาก"เสริม" ไม่ว่าจะของกา เซี่ยง ไม่ว่าจะของเจียวเจ้
ทั้งหมดล้วนสัมพันธ์กับกระบวนการทั้งหมด
นั่นก็คือ กระบวนการชิงอำนาจระหว่างโจผีกับโจสิด นั่นก็คือ กระบวนการที่ดึงโจโฉเข้ามาเป็นคนตัดสิน
จึงล้วนเกี่ยวกับ"เอียวสิ้ว"อย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น

เจียวเจ้ในชุดรัดกุม ง้างธนูควบขับในทุ่งร้าง กำลังไล่ล่ากวางป่า ตัวหนึ่ง
กวางป่าที่จำศีลตลอดฤดูหนาว
คิดว่าฤดูใบไม้ผลิซึ่งเฝ้ารอมาถึงแล้ว หารู้ไม่ว่าสิ่งอันรอต้อน รับคืออนาคตโชกเลือด
ธนูดอกหนึ่งดังหวีดหวิว
ถากหว่างเขากวางแล้วฝังมิดในพื้นดินเบื้องหน้า มันตกใจคิดจะวิ่งหนีไปทางซ้าย
สุนัขล่าเนื้อ 2 ตัวกระโจนไล่อย่างรวดเร็ว สกัดทางถอย
กาเอ๊กเมื่อเห็นพลันยิ้มอย่างอาดูร ก็แค่เดรัจฉานตัวหนึ่ง ตนกลายเป็นคนอ่อนไหวเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด
หยิบคันศรออก
แตะศรดอกหนึ่ง น้าวคันธนูเต็มล้า เหมือนเดือนเต็มดวง ปล่อยมือ
เสียงกวางป่าต้องศรล้มลง
กาเอ๊กเสียบคันศรกลับกระบอก ขับม้าไปเห็นกวางล้มลงในกอหญ้า
ปากเปื้อนเลือดยังกระตุก
ศรดอกนั้นทะลุส่วนท้องนุ่มนิ่ม เลือดอันไหลออกมาย้อมจนพื้นแดงคล้ำ
"ที่แท้เป็นแม่กวางกำลังท้อง"
"ทำไม" เจียวเจ้พลิกตัวลงจากหลังม้า ก้มลงดูเหยื่อ
"เจ้าคิดจะพูดอะไร"
กาเอ๊กมองดูท้องที่ป่องของแม่กวาง หัวร่อแห้งๆ "ที่แท้ ใต้เท้ารีรอมิลงมือ ก็เพราะ...."
"ผิดแล้ว" เจียวเจ้ส่ายหน้า
"ข้าไม่ใช่คนขี้สงสารปานนั้น นานแล้วไม่ได้ออกล่าสัตว์ ฝีมือข้าตกไปมาก
แม้แต่คนเจ้ายังฆ่า
สำมะหาอะไรกับเดรัจฉานตัวหนึ่ง เพียงเพราะเดรัจฉานตัว นี้ท้องอยู่เท่านั้นหรือ"
"เอ้อ ข้าน้อยรู้สึกว่า"
"ความใจอ่อนของอิสตรี" เจียวเจ้กล่าวเนือยๆ "ที่เจ้าต้อง การขณะนี้มิใช่ความสงสาร และมิใช่ความโหดเหี้ยม
แต่เป็นความด้านชา
บัดนี้ ในฮูโต๋แบ่งกันเป็นฝักเป็นฝ่ายมากมาย สู้กันทั้งทางลับและเปิดเผย ราวกับน้ำหม้อหนึ่งกำลังเดือด
ถ้าไม่ระวังแม้แต่ก้าวเดียว มีหวังแหลกลาญเป็นผุยผง"

หากใครติดตามอ่าน "จารชนสามก๊ก" ตอนการศึกที่เตงกุนสันจนจบ
ก็จะประจักษ์
ไม่เพียงแต่จากคำเตือนด้วยความปรารถนาดีจาก "ปู่น้อย" กาเซี่ยง
"หานฉาน อย่าเข้าใกล้"
เท่านั้น,หากแต่บทสรุปจากปากของเจียวเจ้ยิ่งสะท้อนรหัส นัยแห่งความขัดแย้งอย่างแหลมคมยิ่ง
เนื่องจากเป็นความขัดแย้งในลักษณะ"แย่งชิง"
เพราะความขัดแย้งในลักษณะแย่งชิงนี้เองที่ทำให้เอียวสิ้ว ถลำลึกลงไปเป็นลำดับ
มิใช่เพราะความเขลา หรือเพราะไม่รู้
ตรงกันข้าม เป็นการถลำลึกลงไปอยางสำนึกตระหนักในแต่ละบาทก้าวเป็นอย่างดี
เขา"รู้" มิใช่"ไม่รู้"
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
ทุกอย่าง สุดแต่สวรรค์(26)

ความโน้มเอียงของเอียวสิ้ว เด่นชัดอย่างยิ่งว่า เป็นความโน้มเอียงไปยังราชวงศ์ฮั่น
จึงไม่แปลกที่เมื่อพบชาวนาจากแคว้นจกเขาจะดีใจ ตื่นเต้น
ตื่นเต้นเพราะเป็นคนในความปกครองของเล่าปี่ ดีใจเพราะ เล่าปี่เป็นคนแซ่ เล่า
แซ่เล่าอันเป็นแซ่เดียวกับ เล่าปัง
ดังนั้นเมื่อชาวนาที่เคยอยู่อย่างมีความสุขในเมืองฮันต๋ง ต้องประสบเข้ากับทัพใหญ่จากฮูโต๋
คำชี้แนะจากเอียวสิ้วจึงดำเนินไปในแบบ
"เจ้าซ่อนตัวในเขาลึกต่อไปจะดีกว่า เกิดพวกทหารลาดตระ เวณเจอะเข้าเจ้าคงรู้สินะว่าผลจะเป็นอย่างไร"
ชาวนาเฒ่าคลานลุกขึ้นกล่าวอย่างหวาดหวั่น
"ขอบพระคุณ ขอบพระคุณนายท่านที่ไว้ชีวิต ข้าน้อย ข้าน้อย กลับละนะ"
ไว้ชีวิตเจ้าละหรือ
เอียวสิ้วมองดูกระบี่ยาวในมือ มองแล้วมองอีก แล้วก็พูดอะไร ไม่ออก
ในกลียุค ชีวิตคนต่ำกว่าสุนัขเสียอีก
ในดินแดนที่มีแต่การรบพุ่งนี้ราษฎรตัวน้อยยิ่งหวาดกลัวต่อ ทหารและขุนนาง
ก่อนที่ 2 ทัพจะรบกัน
การฆ่าชาวบ้านสักคนดูเหมือนไม่ต้องมีเหตุผลใดๆมาอ้างเพื่อรองรับ
สมัยตั๋งโต๊ะก่อความวุ่นวาย
มิใช่เคยมีเรื่องยกพลฆ่าราษฎรรอบเมืองลั่วหยางไปหมื่น กว่าคนหรือ
แถมยังกล่าวหาพวกเขาเป็นโจรร้ายและยึดข้าวของไปหมดด้วย
มิใช่หรือ


เอียวสิ้วแลดูเงาหลังของชาวนาเฒ่าที่ไกลออกไป ไกลออกไปทุกที
แลดูแล้วก็อดพึมพำเบาๆมิได้
"อันศัสตรานั้นมิเป็นมงคล มิใช่สิ่งของสำหรับวิญญูชน หาก จำใจต้องใช้ต้องรอบคอบ
และใช้ให้น้อยที่สุดจะเป็นการดี
แม้ชนะก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดี คนที่เห็นว่าเป็นเรื่องดี คือคนที่ ชอบฆ่าคน
อันผู้นิยมการฆ่านั้นมิมีทางได้ครองแผ่นดิน
เรื่องมงคลนิยมซ้าย เรื่องร้ายนิยมขวา นายทัพอยู่ซ้าย แม่ทัพอยู่ขวา
กล่าวกันว่าให้จัดการด้วยพิธีศพ
ฆ่าคนไปมากมาย ควรร่ำไห้ด้วยโศกศัลย์ ชนะศึกให้จัดพิธี ศพ"
ขณะท่องบ่น น้ำเสียงกลับยิ่งทุ้มต่ำ วังเวง
หลักเหตุผลเช่นนี้จะไปพูดให้ใครฟัง และใครจะฟัง มันเอง ในสายตาผู้อื่น
ก็แค่คนชอบพูดคำโต
พฤติกรรมมิสำรวม และเป็นคุณชายเสเพลอันถือตัวว่าฉลาด เท่านั้นเอง
ไพล่มือไว้ด้านหลัง มองไปทางตะวันตก
ตะวันใกล้ลับฟ้า ฉาบแสงสีทองระยับตาให้กับเงาภูเขามัว สลัวไกลโพ้น
เทียบกับความผันแปรของธรรมชาติ
เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของคนเราก็แค่ชั่วพริบตาเดียว พยายามให้เต็มที่แล้ว
สุดแต่สวรรค์
สำเร็จ หรือ ล้มเหลว หลังตายแล้วถูกวิจารณ์อย่างไรล้วนมิ เป็นไรแล้ว
คิดแล้วก็อ้างปากหัวร่อเสียงดังก้อง
ฉวยกระปุกสุราจากหว่างเอว หงายคอกรอกไปหลายอึก แล้วเดินลงจากเขาช้าๆ
หารู้ไม่ว่าภาวะพลิกผัน แปรเปลี่ยนกำลังจะเกิด

อาจเป็นมุมมองและการเลือกสรรของ"เหอมู่"ต้องการฉายแสดงให้เห็นว่าการรุกไล่ที่วุยอ๋องกระทำต่อเอียวสิ้ว
มิได้เป็นเรื่องบังเอิญ
ทั้งมิได้เป็นเรื่องอารมณ์วูบไหว ประเภททนไม่ได้ที่จับได้ว่า เอียวสิ้วรู้มาก
รู้ทัน จับ"เส้นทาง"โจโฉได้ทุกเส้นทาง
หากเป็นยิ่งกว่านั้น จึงได้ปูรายละเอียดการล้อมกรอบต่อเอียวสิ้วอย่างเป็นระบบ
ดังเช่นบทบาทของ"เทียหยก"ในอีกไม่กี่วินาที ข้างหน้า

[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
ถูกหา ว่าเป็น หานฉาน(27)

เอียวสิ้วลงมาถึงเชิงเขาเพิ่งเดินได้ไม่นานก็เห็นนายทหารท่าทางเหมือนนายกองคนหนึ่ง
นำทหารหลายนายเดินอย่างเร่งรีบมาบนคันนา
จึงหยุดเท้าเอียงหน้าดูคนขบวนนี้ นายกองคนนั้นเดินอีก หลายก้าวจึงเห็นเอียวสิ้ว
"ท่านเสมียน ช่างซูเทียมีเรื่องด่วนมาหาท่าน"
"เทียหยกรึ เขาหาข้าทำไม"
"เช้านี้มีคนจากจวินอี๋ซือของเล่าปี ทรยศหนีมาคนหนึ่ง วุย อ๋องสั่งให้เทียหยกรับผิดชอบการรับไว้และตรวจสอบให้ชัดเจน ช่างซูเทียคุยกับเขาอยู่ 1 ชั่วยามเศษ บัดนี้เร่งหาตัวท่านกลับไปโดยด่วน"
"คำสั่งด่วนหรือ ด่วนอย่างไร"
ใบหน้าของนายกองปราศจากรอยยิ้มกล่าวด้วยน้ำเสียงอันเย็นชา
"คำสั่งเดิมของท่านเทียหยกคือ
เป็นต้องพบตัว ตายต้องเห็นศพ"
ทันใดนั้น เอียวสิ้วเหลือบเห็นท้ายขบวน ทหารคนหนึ่งหิ้วอะไรบางอย่าง
บางอย่างซึ่งโชกไปด้วยเลือด
เป็นศีรษะมนุษย์ เป็นศีรษะของชาวนาเฒ่าที่เอียวสิ้วเพิ่งพบและสนทนาด้วย
คำของนายกองคนเดิมก็คือ
"2 ทัพประจันหน้ากันเป็นเวลาคับขัน ช่างซูเทียมีบัญชา ทุก เรื่องต้องระมัดระวัง สู้ยอมฆ่าผิดคนก็ไม่ยอมปล่อยใครไปเด็ด ขาด"
ได้ยินดังนั้น เอียวสิ้วขยับลูกกระเดือกขึ้นลงแต่ไม่มีคำพูดใด หลุดออกมา
โบกมือด้วยสีหน้าเฉยเมย ให้นายกองนำทางเดินหน้า


ที่นอกกระโจมใหญ่มีทหารม้าเสือดาว 6 คนท่าทางเหมือนกันหมดยืนอยู่
มือซ้ายกำทวนเหล็ก มือขวาแตะห่วงด้ามดาบหว่างเอว
ชุดเกราะวาววับแสบตา บนหมวกเหล็กมีขนนกขาวปักเด่นชี้สู่ฟ้า
ดูแล้วแกล้วกล้าองอาจราวง้าวเล่มใหญ่
เอียวสิ้วก้าวไปตบบ่า "ยืนยามให้ดีนะเจ้าตัวใหญ่ ไว้กลับฮูโต๋ข้าจะให้เป็นผู้ติดตามแล้วเราจะไปเล่นที่บ่อนกัน"
ทหารไม่พูด ยื่นมือขวางแล้วปลดกระบี่จากเอว
เอียวสิ้วแบมือทำท่าจนปัญญา เมื่อเลิกม่านกระโจมเข้าไปก็เห็นเทียหยก
ผมเผ้าหนวยเคราขาวโพลนนั่งจ้องประตู
เทียหยกน้ำเสียงเนิบนาบ "หลานเรา ปีนี้เจ้าอายุเท่าใดแล้ว"
"ใต้เท้าผู้เฒ่าถามเรื่องนี้ทำไม หรือจะช่วยหาสะใภ้ให้หลาน"
ตอบพร้อมกับนั่งเอียงตัวลงบนโต๊ะยาว
"ข้ากับเอียวปิด บิดาเจ้ารักชอบกันดี เรียกได้ว่าเห็นเจ้าโตมากับตา นิสัยของเจ้าข้ารู้ดี ที่เจ้ากล่าวข้าไม่ถือสา คนอย่างพวกเราแก่ชรากันหมดแล้วยังจะอยู่ในราชการได้อีกสักกี่วันกัน
หลานเรา ในตระกูลเอียว บิดารักเจ้ามากที่สุดและเขาคาด หวังกับเจ้าสูงมาก"
"ตระกูลเอียวทั้งตระกูลก็ข้านี่แหละฉลาดที่สุด
ตาเฒ่าไม่รักข้ายังจะไปรักใครเล่า ใต้เท้าผู้เฒ่าเทียท่านมี อะไรก็พูดตรงๆเถิด เลี้ยวไปเลี้ยวมาอย่างอบอุ่นด้วยน้ำใจเช่นนี้ไม่คล้ายการกระทำทีเ่หี้ยมเกรียมเลือดเย็นยามปกติของท่านเลยสักนิด"
เมื่อเอียวสิ้วเสนอ เทียหยกจึงไม่รอช้าที่จะสนอง

เทียหยกยกมือชี้ไปยังทหารเลวของจกก๊ก หน้าตามอมแมมที่อยู่ไม่ห่างไปนัก
"คนคนนี้เจ้ารู้จักไหม"
เอียวสิ้วชำเลืองมอง ทหารจกก๊กคนนี้รูปร่างสันทัด หน้าตา ธรรมดา
เป็นคนธรรมดาที่เห็นสักหลายครั้งก็ยังคงจำไม่ได้
"ไม่รู้จัก แต่ข้าฟังว่ามีสุนัขทรยศจากทัพจกก๊ก คงเป็นคนผู้นี้กระมัง"
จิบสุราอึกหนึ่ง แล้วหัวร่ออย่างดูแคลน
"ว่าไง จะเหยียบย่ำซากกระดูกของเหล่าพี่น้องเมื่อวันวานหา ความรุ่งเรืองหรือ"
ทหารจกก๊กไม่ตอบ เพียงพยักหน้าให้เทียหยก
"เจ้าก็รู้ การศึกที่เขาเตงกุนสันหานฉานโผล่มาอีกแล้ว ก่อน ทัพใหญ่จะบุกฮันต๋งวุยอ๋องมีบัญชาให้จิ้นโจ้วเฉาสืบเรื่องนี้ให้ กระจ่าง"
"เรื่องนี้ข้ารู้ คนพวกนี้แค่ฆ่าตันทัวแล้วก็เงียบไป"
"ข้าเป็นคนรอบคอบและเย็บปากสนิท เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมถึงให้คนไปตามเจ้ามาและบอกว่าจกก๊กมีสายลับคนหนึ่งหนีมา"
"มิรู้"
"เจ้าสายลับที่หนีมาจากจกก๊กบอกว่าชื่อเล่าอู สังกัดจวินอี้ซือของจกก๊ก ตำแหน่งนายกองทัพหน้า เขาบอกข้าว่าการศึกที่เขาเตงกุนสัน
คนที่แพร่งพรายข่าวศึก็คือเจ้า เจ้าคือหานฉาน"
เอียวสิ้วตะลึง มองดูเทียหยก แล้วแลมองดูเล่าอู
ไม่จำเป็นต้องเป็นเอียวสิ้ว เป็นใครก็ต้องตะลึง เป็นใครก็
ต้องงวยงง
งวยงงและสงกา

[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
เผือกร้อน ในมือ เอียวสิ้ว(28)

คำพูดของเทียหยกรุนแรง ตรงเป้า กระทบเข้ากับสถานะและการดำรงอยู่ของเอียวสิ้วโดยตรง
"คนที่แพร่งพรายข่าวศึกก็คือ เจ้า"
ประโยคที่สำคัญและแหลมคมอย่างที่สุดก็คือประโยคที่ว่า "เจ้าคือหานฉาน"
เอียวสิ้วตะลึง
มองดูเทียหยก แล้วมองดูเล่าอู
"มารดามันเถิด กลยุทธ์ยุแหย่ของจกก๊กช่างคุ้นเคยจริง เฮ้ เฮ้ ใต้เท้าผู้เฒ่าเทีย ท่านคงไม่คิดว่าข้าเป็นหานฉานเพราะคำ พูดคำเดียวของไอ้หมอนี่ดอกนะ"
"หลานเรา" เทียหยกแย้ง
"บัดนี้เจ้าเป็นเพียงเสมียนตัวน้อย แม้แต่จะเข้าร่วมการประ ชุมการศึกก็ยังไม่ได้ จกก๊กจะเปลืองเรี่ยวแรงใส่ความเจ้า ทำไม"
เช่นนี้เองจึงนำไปสู่คำถาม
"ใต้เท้าผู้เฒ่าเทีย เมื่อกี้ท่านเพิ่งจะพูดเอง ข้าแม้แต่จะเข้า ร่วมประชุมการศึกยังไม่ได้ แล้วจะไปล่วงรู้ข่าวศึกได้อย่างไร"
คำไขมาจาก เล่าอู มิใช่ เทียหยก
"เจ้ากับหลินจือโหว โจสิด สนิทกันมาก การศึกที่เขาเตงกุนสัน ข่าวกรองของแฮหัวเอี๋ยน เจ้าได้จากปากคำเขานี่แหละ"
แม้เสียงจะ"เบา" แต่กลับ"หนักแน่น"


ผลจากคำของเล่าอู ทำให้เอียวสิ้วต้องเงียบ อย่างน้อยก็ครู่ใหญ่
ก่อนแบ่งรับแบ่งสู้
"นี่ก็พอกล้อมแกล้มไปได้
แม้จะยังไม่รู้ว่าทำไมจกก๊กพวกเจ้าจึงอยากจัดการกับข้า แต่เห็นได้ชัดว่าพวกเจ้าทำได้รัดกุมมาก
ฉลาดกว่าพวกจิ้นโจ้วเฉาอยู่บ้าง"
"หลานเรา" เทียหยกถอนหายใจด้วยความเนือยและหน่ายในอารมณ์
"บอกความจริงกับข้า"
"เหอมู่" บรรยายผ่านสำนวนแปล ชาญ ธนประกอบ ได้อย่างรวบรัด
รวบรัดใน"บรรยากาศ"
กลิ่นแห่ง"ความตาย"แผ่ซ่านไปทั่วกระโจม มีแต่สายตาคม กริบที่ฟาดฟันกันไปมา
เป็นสายตาเทียหยก เป็นสายตาเล่าอู
และแน่นอน ย่อมเป็นสายตาที่ยังคับข้องใจอย่างยิ่งยวดจาก เอียวสิ้ว
เทียหยกพลันลุกขึ้น
ปลดกระบี่ข้างกาย โยนไปข้างเอียวสิ้ว พร้อมกับคำสำทับตามมา
เฉียบขาด
"ฆ่ามัน ตระกูลเอียวมีเจ้าที่เป็นเลือดเนื้อสายตรงคนเดียว"
เอียวสิ้ว แลดูกระบี่ที่เท้า แต่ไม่ขยับ
คนที่ขยับ กลับเป็นเล่าอู แต่มิไช่ขยับไปเก็บกระบี่ ตรงกัน ข้าม กลับก้มตัว กระโจนขึ้น
พริบตาเดียว ก็กระโจนถึงปากกระโจม

ม่านกระโจมพลิ้วคราหนึ่ง
คนหายไป
นอกกระโจมแว่วเสียงหนักๆ พลันคนกระเด็นกลับเข้ามา
เป็นเล่าอูคนนั้น
ม่านเปิดขึ้นอีกครา ทหารม้าเสือดาวเดินเข้ามา
นี่ย่อมเป็นเผือกร้อนอันโยนมาจาก ทหารม้าเสือดาว ทุกอย่างเป็นไปตามเป้หมายของเทียหยก
"หลานเรา
ข้าอายุเกินกว่าที่จะสนใจความจริงแล้ว เจ้าฆ่ามันเถิด เมื่อก่อนเจ้าเคยทำอะไร ข้าไม่สนใจ
ข้าหวังแต่ว่า ต่อไปนี้จงระวังอย่าล้ำเส้น
ข้าจะได้ว่ากล่าวกับบิดาเจ้าได้บ้าง"
ร่างของ"เล่าอู"ที่เกลือกดินอยู่ ณ เบื้องหน้า จึงเป็น"เผือก ร้อน" ในมือของเอียวสิ้วโดยแท้
จะตัดสินใจอย่างไร

กลายเป็นว่า "หมาก" ตานี้ ไม่ว่าจะมองจากด้านของวุย ไม่ว่า จะมองจากด้านของจก
เป้าหมายอยู่ที่"เอียวสิ้ว"
สาเหตุมิได้อยู่ที่ว่ามันรู้เท่าทันต่อวุยอ๋อง โจโฉ อย่างที่
หลอก้วนจงจัดวาง
หากแต่ยังอยู่ที่การจัดวางของ"เหอมู่"
เพิ่มความสลับซับซ้อน ทำให้สถานะของเอียวสิ้วอยู่ในท่าม กลางความขัดแย้งมากยิ่งขึ้น
ทั้งวุย ทั้งก๊ก ล้วนไม่ปรารถนาดีกับมัน
นี่คือสถานการณ์ของคนที่ตกอยู่ในระหว่าง"เขาควาย"อันคมแหลม
ขยับตัวลำบาก ยากยิ่ง

[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
มนุษย์ถ้ำ เอียวสิ้ว(29)

ทาง 1 เทียหยกปลดกระบี่ข้างกายโยนให้เอียวสิ้ว พร้อมกับสั่งการอย่างเฉียบขาด
"ฆ่ามัน"
เป้าหมายย่อมหมายถึง "เล่าอู" สายลับจากจกก๊ก สายลับของเล่าปี่
ทาง 1 เอียวสิ้วหยิบกระบี่มาเดาะเล่น
แล้วโยนกลับคืนให้เทียหยก
"ใต้เท้าผู้เฒ่าเทีย ชีวิตนี้ข้าไม่เคยฆ่าคนและไม่มีความกล้า เช่นนี้จริงๆ
เอาอย่างนี้เถิด
ท่านจับข้าขังไว้ก่อนแล้วเอาเจ้าสายลับนี่ส่งไปให้วุยอ๋อง จะฆ่าหรือจะปล่อยให้เขาตัดสิน
เช่นนี้ท่านก็มิต้องลำบากใจแล้ว ได้หรือไม่"
เทียหยกแลดูเอียวสิ้วแล้วเงียบไปพักหนึ่ง สีหน้าเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
"เหอมู่"ใช้คำตามสำนวนแปล ชาญ ธนประกอบ ว่า
"เปลี่ยนไปราวกับสัตว์ร้ายที่เร้นกายภายในความมืด"
แล้วแสยะเขี้ยว "เจ้าดูออกจนได้ คนฉลาดอันดับ 1 ของแผ่นดินมิใช่ชื่อเสียงจอมปลอมแต่อย่างใด"
ดูออกอย่างไร
ดูออกผ่านประโยค 1 ท่านจับข้าขังไว้ก่อน 1 แล้วเอาเจ้าสายลับนี่ส่งไปให้วุยอ๋อง
1 จะฆ่าหรือจะปล่อยให้เขาตัดสิน
คำพูดของเอียวสิ้วไม่เพียงปลดล็อกให้ตัวเอง ยังเท่ากับปลดล็อกให้เทียหยกอีกด้วย
เพราะเทียหยกเสมอทำตาม "สั่ง"
สะท้อนให้เห็นว่า แผนจัดการกับ"เอียวสิ้ว"ผ่านศึกเขาเตงกุนสันนี้ดำเนินไปในลักษณะที่เรียกว่า
"สหบาทา"


การสนทนารหว่างเอียวสิ้วกับเทียหยกแต่ละบรรทัดต่อไปนี้จึงสะท้อนรากฐานความคิดของ"เหอมู่"อย่างเด่นชัด
เริ่มจากเอียวสิ้ว
"ยกย่องเกินไป ยกย่องเกินไป วันๆอยู่กับท่านผู้เฒ่าที่แสน อำมหิตจะไม่คิดมากหน่อยได้อย่างไร"
เรียกจากว่าตีเข้าตรงเป้า ตีเข้าตรงประเด็น
"ไม่ว่าไอ้นี้จะเป็นคนของจวินอี๋ซือของจกก๊กหรือไม่ก็ตาม ท่านผู้เฒ่าก็แสดงจนเกินบทแล้ว
เล่นน้ำใจก่อน ตามด้วยอบรมพร่ำสอน
ระหว่างนั้นยังให้ไอ้นี่สวมรอยด้วย สุดท้ายพลิกบทหน้ามือ เป็นหลังมือ
เฮอะ เฮอะ แค่ชั่วเวลาน้ำชาจอกเดียว
ท่านอ้อมเป็นวงกว้าง เกือบทำเอาข้าหัวหมุน เกิดข้าเลอะ เทอะไปชั่ววูบ คว้ากระบี่ฆ่าไอ้หมอนี่ เช่นนั้นไม่ว่าข้าจะเป็นหาน ฉานหรือไม่ก็ตาม
ท่านยังคงสับหัวข้าแน่
ฆ่าสายลับทรยศคนหนึ่งของจกก๊ก และเจ้าสายลับคนนี้ยัง ระบุว่าข้าเป็นหานฉาน
เรื่องแบบนี้ข้ายังจะอธิบายได้อย่างไร
บิดาเฒ่าของข้า เกรงว่ายังต้องยกนิ้วโป้งให้ท่าน ชมว่าท่านไม่เห็นแก่ส่วนตัว"
เทียหยกไม่พูด
"ใต้เท้าผู้เฒ่าเทีย ข้าน้อยมีคำถามหนึ่งอยากถามไถ่ เหตุใด ผู้เฒ่าเทียจึงลงมือกับข้าอย่างอำมหิตเช่นนี้ ท่านเชื่อว่าข้าเป็น หานฉานหรือ"
น้ำเสียงเทียหยกเย็นเยียบ
"ข้าไม่แน่ใจ เรื่องนี้ซับซ้อน สืบยากมาก แต่ในเมื่อหานฉาน ปรากฏตัวอีกและเกี่ยวพันกับคนองจวินอี๋ซือ
คิดว่าโอกาสต่อไปย่อมต้องเคลื่อนไหวอีก
คนผู้นี้ต้องกำจัดโดยเร็ว ยามนี้ในเมื่อมีสายลับของจกก๊กระบุตัวเจ้าอย่างน้อยก็แน่ใจได้ครึ่งหนึ่ง
ต่อให้ฆ่าผิดตัวแล้วจะยังไง"

ที่ ชาญ ธนประกอบ ใช้คำขยาย "น้ำเสียง"ของเทียหยกว่า"เย็น เยียบ"นั้น
เหมาะสมอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาแล้วประเมินผ่านประโยค "ต่อให้ฆ่าผิดตัวแล้วจะยังไง"
อย่าได้แปลกใจหากเอียวสิ้วจะส่งเสียงหัวร่อดังก้อง
"สู้ยอมฆ่าผิดตัวแต่จะไม่ปล่อยยอมให้รอด ดีมาก ดีมาก นี่จึงจะสมกับเป็นท่าน
น่าเสียดายที่ข้าหัวไวไปนิด
จึงค่อยให้ท่านไปสืบว่า ข้าเป็นหานฉานหรือไม่แล้ว แล้วยังไงต่อ
ตามธรรมเนียมแล้วต้องโยนเข้าคุก มิใช่หรือ
เพียงแต่ที่นี่เป็นทุ่งร้าง ดูเหมือนจะหาคุกยังยากอยู่"
คำของเอียวสิ้วเสมอเป็นเพียงการโยนหินถามทาง เพราะในที่สุดเทียหยกก็ว่า
"ข้าจัดหาถ้ำแห่งหนึ่งในภูเขาไว้แล้ว
หลานเราก็ทนอยู่สักหลายวันเถิด"
จากนั้นเทียหยกก็โบกมือ ทหารม้าเสือดาวก็ก้าวเข้าไป
นั่นหมายความว่า ถึงเวลาอันควรแล้วที่เอียวสิ้วจะต้องไปอยู่ในถ้ำ
ทุกอย่างล้วนมีการตระเตรียม
จากแผน เอ แล้วก็เข้าสู่แผน บี แล้วก็เข้าสู่แผน ซี เพื่อจัดการ
นั่นเอง เอียวสิ้วก็กลายเป็น"มนุษย์ถ้ำ"

[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
หมากว่าด้วย หานฉาน(30)

ไม่ว่าชะตากรรมของเอียวสิ้วจะเป็นอย่างไร ดำรงสถานะแห่งความเป็น"เสมียน"อยู่
หรือว่าต้องถูกจำขัง ณ ถ้ำ
คนที่ไปมาหาสู่กับเอียวสิ้วอย่างสม่ำเสมอ ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย
นั่นคือ นักรบที่ชื่อว่า "เคาทู"
"เจ้าอ้วนน่าตาย เจ้าไม่ไปลาดตระเวณในค่าย วิ่งมาที่ถ้ำมืดทึบนี่ทำไม กลิ่นปัสสาวะน่าดมนักหรือ"
นั่นย่อมเป็นกัปปิยโวหารจากเอียวสิ้ว
กระนั้น คำถามและคำตอบระหว่างเคาทูกับเอียวสิ้วก็แฝง ความนัยบางอย่าง
มองได้ทั้งในด้านการเมือง มองได้ทั้งในด้านการทหาร


"เฮ้ย เสมียนเอียว" นั่นคือคำทักทายจากเคาทูจากนั้นก็เข้าสู่ปม เข้าสู่ประเด็น
"เจ้าคนของจวินอี๋ซือของจกก๊กอะไรนั่น
ใส่ไคล้ท่านเป็นหานฉาน ทำเอาท่านต้องคับข้องถูกคุมขัง ท่านก็ช่างกระไร ไม่คิดจะแก้ต่างให้กับตัวเอง ทำไมหมกอยู่ในถ้ำนี่ มาอ่านตำราบ้าบออะไรก็ไม่รู้"
นั่นย่อมเป็นข้อสงสัย ไม่เพียงเป็นข้อสงสัยของเคาทูเท่านั้น
หากแม้กระทั่งเราๆท่านๆก็สงสัย
"เจ้าอ้วนน่าตาย ของพวกนี้บ้าบออย่างไร ล้วนเป็นของที่ข้าทุ่มเทกำลังมากมายเสาะหามานะ
ครานี้ติดตามกองทัพออกศึก
ข้านำมาด้วย 1 คันรถเต็มๆ ซี่ไม้ในมือม้วนนี้ค้นได้จากจวน ลิโป้ตอนวุยอ๋องตีเมืองแห้ฝือแตก มิรู้ว่าใครแอบอ้างชื่อลิหยวน บุตรสาวของลิโป้เขียนไว้"
"ทำไมท่านจึงไม่ร้อนรนเลย" เคาทูแย่งม้วนตำราซี่ไม้โยนทิ้ง
"คิดจะเป็นกระปุกโดนขว้างทิ้ง หรือท่านเป็นหนฉานจริง"
"ถ้าข้าเป็นหานฉาน แล้วเจ้าจะทำไม" เอียวสิ้วถาม สีหน้าจริงจัง
"ท่าน" เคาทูลังเล เนิ่นนาน
ในที่สุดก็เค้นเสียงกล่าว "เสมียนเอียว แม้เราจะสนิทกัน แต่หากท่านทำอะไรที่ขายนายเพื่อโชคลาภของตนเองละก้อ
ข้า ข้าจะสับเจ้าทิ้งเอง"
ได้ยินดังนั้น เอียวสิ้วสีหน้าเย็นชา เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วจู่ๆก็ระเบิดเสียงหัวร่อก้อง
เคาทูถลึงตา "เจ้าหัวร่ออันใด เคาทูพูดแล้วไม่กลับคำ"

เช่นนี้แล้วจำเป็นที่เอียวสิ้วจักต้องจริงจังในการพูด ในการอธิบายให้กับ "เจ้าอ้วนน่าตาย"
แม้ในเบื้องต้นจะเริ่มแบบทีเล่นทีจริง
"เจ้ารู้ไหม ท่าทางจริงจังของเจ้าเมื่อกี้น่าขันเพียงใด โอ๊ย ข้าจะหัวร่อตายแล้ว ท่าทางเหมือนกับใครเสียพนันแล้วไม่จ่าย เงินเจ้าก็มิปาน"
แต่เมื่อประสบกับคำตอบอันขุ่นเคืองตามมา
"ไอ้หนอนตำรา นี่มันเวลาใดแล้วยังจะมาล้อเลียนอีก เจ้าไม่คิดจะมีชีวิตจริงหรือ"
เอียวสิ้วจึงจำเป็นต้อง"นำ"เข้าสู่"หน่วย"

ข้าย่อมอยากมีชีวิต แต่ข้าพูดแล้วคืนคำ เจ้าคนที่หนีมาสวามิภักดิ์ชื่อเล่าอูเป็นอดีตนายกองของจวินอี๋ซือ มันดีดลูกคิดรางแก้วใช้ชีวิตของข้าไปแลกกับฐานะของมัน
เพราะการที่ข้าสนับสนุนหลินจือโหวทำให้วุยอ๋องรำคาญข้าเต็มแก่แล้ว
ไม่แน่ว่าอาจอยากฆ่าทิ้งก็ได้
ส่วนหานฉานนะหรือ จิ้นโจ้วเฉาที่สืบอยู่ไกลถึงฮูโต๋กำลังสืบ อย่างใจจดใจจ่อ ว่ากันว่า พวกเขาระบุชื่อ 29 คนมีชื่อข้าด้วย
บวกกับในกองทัพเทียหยก แฮหัวตุ้น พวกกุนซือแม่ทัพพวกนี้ไม่ชอบข้าด้วย ฮ่า ฮ่า ข้ามันตัวน่าชังที่ใครๆก็อยากฆ่า
ยามน้หากพวกเขามีข้ออ้างอาจกำจัดข้าทิ้งก็ได้
เจ้าเล่าอูนั้นเล็งเห็นจุดนี้ การพ่ายศึกอย่างอนาถที่เขาเตงกุน สัน และเรื่องหานฉานแพร่งพรายข่าวศึก ทำเอาทุกคนผวากไปหมด
เขาจึงมามอบของขวัญชิ้นใหญ่ ใครก็ได้ที่เป็นแพะ
แล้วประกาศว่าจัดการกับหานฉานไปแล้ว ก็จะช่วยวุยอ๋องในการสงบจิตใจให้กองทัพได้
และตนจะได้ฉวยโอกาสมีที่ยืนอย่างมั่นคง
แล้วขายข่าวอีกเพื่อสร้างความดีความชอบให้ตัวเอง
ตอนแรกเทียหยกรีบร้อนหาตัวข้า ว่ากันว่าเจ้าอดีตนายกองผู้นั้นบอกว่าต้องมีข้าอยู่ด้วยเท่านั้นจึงจะยอมบอกว่าใครคือหาน ฉาน
บัดนี้คิดดูแล้วประมาณว่าต้องการเห็นหน้าข้า ดูว่าข้าที่เป็น คนฉลาดอันดับ 1 ของแผ่นดินเหมาะที่จะเป็นแพะรับบาปหรือไม่
ถ้าวันนั้นข้าแสดงออกแกล้วกล้าองอาจ ท่าทางไม่ธรรมดาละก็ มันคงหาคนอื่นแทน น่าเสียดายที่ข้าเอียวสิ้วท่าทางเสเพล ปล่อยปละ
ดูเหมือนจะเป็นตัวเลือกที่ดี เป็นแพะรับบาปชนิด 1 ไม่มี 2
น่าขันที่ข้ากับใต้เท้าเทียยังคุยกันฝอยฟุ้งในกระโจม แม้ข้าจะมิใช่เทียหยก แต่ข้าก็รับรู้ได้ว่ายามนั้นเขาเบิกบานเพียงใด
ไม่เพียงคลี่คลายคดีหานฉาน ยังได้กำจัดคนน่าชังคนหนึ่งไปด้วย
พิสดารอย่างยิ่ง พิสดารอย่างยิ่ง
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
รำพึง ในถ้ำ อันชื้นแฉะ(31)


ระหว่าง เอียวสิ้ว กับ เคาทู แม้จะเป็น"สหาย" แต่ก็มีมุมมองอันต่างกัน
1 มองโลกในด้านงดงาม
1 มองโลกตามความเป็นจริง
"ข้าจะรีบไปรายงานวุยอ๋อง อย่าปล่อยให้เจ้าเล่าอูนั้นสมใจ นึก"
เป็นข้อเสนอจากเคาทู
"เจ้านึกว่าวุยอ๋องจะคิดจุดนี้มิได้ เจ้าคิดหรือว่าเทียหยกจะนึกไม่ถึง เจ้าคิดหรือว่าแฮหัวตุ้นจะนึกไม่ถึงจุดนี้"
กระนั้น ความประหลาดใจของเคาทูยังเป็น
"ในเมือพวกวุยอ๋องนึกถึงจุดนี้ได้ แล้วทำไมจึงยังโยนท่านเข้าคุกเล่า"
"พวกเขากำลังรอ" นั่นคือที่หลุดจากปากเอียวสิ้ว
"ขอเพียงข่าวชิ้นต่อไปของเจ้าอดีตนายกองจวินอี๋ซือเป็น ความจริง
พวกเขาก็จะประหารข้าอย่างมีเหตุผล"
ได้ยินดังนั้น เคาทูลุกพรวดพราด "มารดามันเถิด ข้าจะไปฆ่ามันเอง"
ได้ยินดังนั้นเสียงหัวร่อก็ดังจากเอียวสิ้ว
"ขืนเจ้าฆ่ามัน แล้วใครจะยืนยันว่าข้าบริสุทธิ์ เจ้าอ้วนน่าตาย เจ้าแค่ไปช่วยข้าทำอะไรเล็กน้อยก็พอ"
"เรื่องอะไร ท่านว่ามา"


ไปช่วยข้าหาสุราไหหนึ่ง ไก่ย่างตัวหนึ่ง ถ้าเป็นไปได้ช่วยข้าออกจากถ้ำนี้ที
ข้าเห็นในค่ายมีกรงไม้ มิใช่หรือ
ไม่เพียงแสงสว่างสาดส่องได้ และโปร่งโล่งทั้ง 4 ด้าน ดีกว่าถ้ำบ้าที่มีแต่กลิ่นปัสสาวะนี่ถมไป
ข้านั่งอ่านตำราในกรงไม้สบายกว่าเยอะเลย
ไม่งั้นจะทำอย่างไร
ฆ่าหรือไม่อยู่ที่วุยอ๋อง มิได้ขึ้นอยู่กับเจ้า หรือข้า
ในเมื่อแค่รอความตาย ทำไมไม่รออย่างสบายกว่านี้เล่า
วุยอ๋องเชื่อเจ้า เรื่องแค่นี้เจ้าคงทำได้กระมัง

ต้องยอมรับว่า วุยอ๋อง ให้ความวางใจเคาทูเป็นอย่างสูง ต้องยอมรับว่าสถานะของเคาทูอยู่ในจุดที่ดี
ดีกว่าสถานะของเอียวสิ้วแน่นอน
ต้องยอมรับว่าสถานะของเอียวสิ้ว ไม่ว่ามองจากวุยอ๋อง ไม่ว่ามองจากเทียหยก ไม่่ว่ามองจากแฮหัวตุ้น
เสื่อมทรุด ตกต่ำ
จะฆ่า หรือจะไว้ชีวิต ของเอียวสิ้วหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของวุยอ๋อง
นี่คือจุดอันเปราะบาง
ภายในถ้ำมืดมิด มีเพียงตะเกียงอันหนึ่งฉายแสงริบหรี่บนผนังหิน
เตือนเอียวสิ้วว่าเขายังมีชีวิตอยู่
มืดมิด เย็นเยียบ แฉะชื้น ยังมีความเงียบสงัดด้วย
ถูกขังไว้ 4 วันแล้วยังคงปรับตัวไม่ได้ ก่อนหน้านี้มักคิดว่าตนเองไม่มีสิ่งใดต้องอาลัยอาวรณ์
ไม่มีอะไรให้เสีย
เคยรู้สึกว่าตนเองปล่อยปละได้กับทุกสถานการณ์ บัดนี้ ดูแล้วดูเหมือนว่าจะประเมินตัวเองสูงเกินไป
นั่งผิงผนังหิน
สันหลังรู้สึกมีบางอย่างกำลังคืบคลาน อาจเป็นสายน้ำเล้กๆที่ซึมซาบจากผนังหินกระมัง
หรืออาจเป็นงูพิษที่เพิ่งตื่นจากจำศีล
ปวดเมื่อยไปทั้งตัว แค่ 4 วันเท่านั้น ความรู้สึกเย็นเยือก แฉะ ชื้นเหมือนจะเข้าสู่ไขกระดูก
กัดกร่อนไปทั้งตัว
ยังจะอยู่ได้นานเท่าใดหนอ
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
สายลับซ้อน จารชนตาย(32)


สภาพของเอียวสิ้วเหมือนกับจะ "รุก" ทั้งๆที่ในความเป็นจริง ดำรงอยู่ในลักษณะ "ตั้งรับ"
ตั้งรับการรุกของโจโฉ โจผี
ผ่านกระบวนการของแฮหัวตุ้น ผ่านกระบวนการของเทียหยกอย่างต่อเนื่อง
และนี่ก็เป็นการ"ตั้งรับ"อีกระลอกหนึ่ง
ในความมืด จู่ๆได้ยินเสียงเบาบาง ได้เวลากินข้าวอีกแล้วหรือ
เอียวสิ้วจึงลุกขึ้น หาวหวอดอย่างเกียจคร้าน
"เสมียนเอียว ข้าคือ เล่าอู"
ย่อมเป็น เล่าอู อดีตนายกองจวินอี๋ซือ จากจกก๊ก ที่ระบุยืน ยันว่า เอียวสิ้ว คือ หานฉาน
"มันมาทำไมวะ" อุทานในความคิด
"ตอนนี้เป็นเวลาเช้าตรู่ ข้าใช้ฝีมือเล็กน้อยทำให้ทหารที่เฝ้าเจ้าหลับไปและลอบเข้ามา"
นั่นคือคำตอบ นั่นคือคำอธิบาย
"เสมียนเอียว เจ้าวางใจ ข้าสลัดคนที่สกดรอยข้าไปแล้ว ตอนนี้เขาน่าจะยังวิ่งพล่านอยู่ในแปลงนาข้าวฟ่าง ไม่มีวันนึกถึงเด็ดขาดว่าข้าจะมาที่นี่
ความจริง ข้าเป็นเพียงสายสืบธรรมดาของจวินอี๋ซือ แต่มาถึงที่นี่ข้าแจ้งว่าเป็นอดีตนายกอง จวินอี๋ซือ"
น่าสังเกตว่าเอียวสิ้ว นิ่งเงียบ รับฟัง
รับฟังด้วยความแคลงคลาง กังขา รับฟังพลาง เก็บรวบรวม ข้อมูลพลาง
มีความจำเป็นต้องสุขุม มีความจำเป็นต้องรอบคอบ

ที่ต้องฟังเพราะว่าเอียวสิ้วตระหนักในสถานะของตนเอง ที่ต้องนิ่งเพราะการนิ่งได้เปรียบมากกว่า
แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งก็ต้องพูด
พูดเมื่อเล่าอูยอมรับใน"สถานะ"ของตนเองเมื่ออยู่จิวนอี๋ซือ จกก๊ก
"อ้อ เพื่อยกฐานะของตนเอง"
นั่นก็คือ เล่าอูยกระดับตนเองจากเพียง "สายสืบธรรมดา" ขึ้นเป็น "นายกอง"
นั่นเท่ากับ "เจ้ากลับมีเล่ห์เหลี่ยมพอดู"
กระนั้น การย้อนกลับของเอียวสิ้วก็คมคาย "ในด้านของจก ก๊ก ก็น่าจะมีคนของวุยก๊กแฝงตัวเป็นสายลับอยู่ เกิดตรวจพบว่า เจ้าโกหกเรื่องตำแหน่ง
เจ้ายังจะได้รับความเชื่อถือจากใต้เท้าเทียอีกหรือ"
เล่าอูก้าวไปข้างหน้าหลายก้าว แสงจากตะเกียงริบหรี่ส่อให้เห็นเค้าร่างเลือนราง
"เสมียนเอียวโปรดวางใจ
จวินอี๋ซือแสร้งปล่อยข่าวเกี่ยวกับการหลบหนีของข้า ในข่าวนั้นระบุว่าข้าเป็นนายกองอย่างแท้จริง"
"ที่แท้ เจ้าเป็นสายลับซ้อน"
"เสมียนเอียวสมองฉับไว" เล่าอูผงกหัวยอมรับ
"ข้าเป็นแค่เสมียนตัวเล้กๆ เจ้าระบุว่าข้าเป็นหานฉานเพราะอะไร"
คำถามนี้สำคัญ
"เป็นใต้เท้าหวดเจ้งส่งข้ามาระบุตัวท่าน ทางเราได้รับข่าว เทียหยกเริ่มสงสัยท่านแล้ว"
คำตอบนี้ก็สำคัญ
สำคัญเพียงพอที่จะทำให้เอียวสิ้วหัวร่อออกมาอย่างที่"เหอ มู่"ใช้สำนวนอย่างที่ ชาญ ธนประกอบ ระบุ
เอียวสิ้ว หัวร่อแห้งๆ
เพราะนี่เท่ากับเป็นกลยุทธ์ในแบบที่เอียวสิ้วสรุปอย่างรวบรัดว่า
"ย้มดาบฆ่าคน"
แต่คำถามอันตามมาก็คือ "ต่อให้โจโฉกับเทียหยก เชื่อคำพูดเจ้า ประหารข้าทิ้ง แล้ว มีประโยชน์อันใดกับจกก๊ก"
คำตอบจากเล่าอูยิ่งสร้าง "ปริศนา"
"เสมียนเอียว เล่าอูมาที่นี่ มิใช่เพื่อฆ่าท่าน แต่มาเพื่อช่วยท่านต่างหาก"
เงียบไปเนิ่นนาน
สีหน้าของเอียวสิ้วอึมครึมลงช้าๆ
"เจ้าไม่เพียงเป็นสายลับซ้อน ยังเป็นจารชนตายด้วย ใช่ ไหม"
"เสมียนเอียวฉลาดล้ำจริงๆ"

ในคำชมของเล่าอู แทนที่จะสร้างความอุ่นในหัวใจของเอียวสิ้ว
กลับกลายเป็นความร้อนวูบ
"อย่ามามุกนี้ จวินอี๋ซือองจกก๊กคิดว่า ข้าอยู่ในวุยก๊กไร้อนา คตแล้ว ใช่ไหม
จึงให้เจ้าอ้างว่าทรยศ
เพื่อหาทางใกล้ชิดข้า เกลี้ยกล่อมให้ข้าเอาใจออกต่าง หาก ให้ข้าขายชีวิตเหลือเดนให้ไอ้หูใหญ่เล่าปี่"
เอียวสิ้วแค่นหัวร่อเย็นชา
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
หลัง เล่าอู ถวายเศียร(33)


เล่าอูเดินไปใต้แสงตะเกียงขมุกขมัว บนใบหน้าแสนธรรมดา ปรากฎรอยยิ้มพิกล
"เสมียนเอียว
ท่านกับนายข้าเริ่มติดต่อกันตั้งแต่ 8 ปีก่อนแล้ว ยามนี้เล่าอูยังต้องชวนให้ท่านเอาใจออกต่างหากอีกหรือ"
เป็นคำถามสำคัญ เป็นข้อมูลสำคัญ
เสมือนกับเป็นการตีเข้ากลางแสกหน้า แสกหน้าของเอียวสิ้วซึ่งได้ชื่อว่าเฉลียวฉลาดเป็นอันดับ 1
เอียวสิ้วจ้องมองเล่าอูครู่หนึ่ง พลันบิดขี้เกียจ
"วาจาน่าขันนี้มิได้น่าขันแต่อย่างใด บัดนี้ ข้าตัดสินเจ้าเพียง 2 สถานะ
สถานะที่ 1 เจ้าเป็นทหารม้าจวินอี๋ซือของจกก๊กที่หนีทัพ
สถานะที่ 2 เจ้าเป็นคนของไอ้เฒ่าเทียหยก วางแผนมาลวง ข้า"
เล่าอูเงียบไปครู่หนึ่งจึงผงกศีรษะกล่าวว่า
"เสมียนเอียว เดิมที ตอนข้าจะมานี่ยังกังวลอยู่บ้าง เกรงว่า ท่านจะไม่เหมือนที่ร่ำลือว่าเป็นผู้ฉลาดอันดับ 1 ของแผ่นดิน แต่ การสนทนาสั้นๆเมื่อครู่ทำให้ข้าคลายกังวลแล้ว"
เอียวสิ้วแคะจมุกพลางกล่าว
"ชื่อเสียงคนฉลาดอันดับ 1 ของแผ่นดินของข้ามิใช่เรื่องโคมลอย
แต่ข้าก็ไม่อยากฟังเจ้าพูดซี้ซั้ว
ส่วนเจ้าเฒ่าเทียหยกน่ะหรือ อายุมากแล้ว สิ่งที่เขาใช้หากินใช่ว่าจะหมุนเร็วเหมือนข้า เจ้าลองคุยกับเขาดู เผลอๆเขาอาจ เชื่อคำพูดเจ้าก็ได้
และอาจแต่งตั้งเจ้าเป็นนายกองทหารม้าอะไรเทือกนี้"
เล่าอูก้มกราบเอียวสิ้ว ลดเสียงลง "ทางตันใช่ว่าจะไร้หนทาง"
นั่นย่อมเท่ากับเป็นการ"จุดประกาย"

ในฐานะผู้เจนจบในตำรากลศึก ในฐานะที่ศึกษาเรื่องราวของประ วัติศาสตร์
คำ"ทางตันใช่ว่าจะไร้หนทาง"
กระทบกับความคิด กระทบกับความรับรู้ของเอียวสิ้ว กระทั่ง กล่าวออกมาอย่างมิลังเล
"เกิดใหม่ในที่คับขัน"
นั่นย่อมเป็นบทเรียนของ "หานซิ่น" ขุนพลผู้กล้าในยุคปฐมบรมกษัตริย์ฮั่น
เล่าปัง ฮั่นโกโจ
ไม่ว่าเล่าอู ไม่ว่าเอียวสิ้ว ย่อมเก็บรับบทเรียนในทางประวัติ ศาสตร์มาแทบไม่แตกต่างกัน
คำเล่าอู "ทางตันใช่ว่าจะไร้หนทาง"
ปรับประสานและแปรมาเป็นคำ "เกิดใหม่ในที่คับขัน"จากปากของเอียวสิ้ว
ได้ยินดังนั้น เล่าอูเงิยหน้า
ดวงตาเป็นประกายวิบวับในความมืด จากนั้นนำไปสู่คำกล่าวอันเฉียบขาด
"กราบเรียนใต้เท้าเอียว
แม่ทัพอู่เว่ยแห่งจวินอี๋ซือ ข้าน้อยเล่าอูมามอบศีรษะ"

ความเต็มใจในการมอบศีรษะผ่านเอียวสิ้ว พร้อมกับข่าวสารจากจกก๊ก
มีความหมายอันลึกซึ้ง
ซิหลงนั่งหน้าโต๊ะยาวอ่านรายงานข่าวศึกจากทหารสอดแนมแนวหน้าทีละฉบับ
หลังข้ามลำน้ำฮั่นสุ่ยแล้ว ไม่พบกำลังหลักของจกก๊ก
เพียงรบกันประปราย ชาวบ้านบริเวณนั้นบอกว่าจกก๊กถอน ทัพไปแล้ว
ข่าวกรองของ"เล่าอู"ดูเหมือนเป็นจริง
ทว่า วุยอ๋องกลับจะจัดการอีกแบบ เป็นอีกแบบที่ทหารจำ นวนมากไม่เข้าใจ
ข่าวกรองของ"เล่าอู"เป็นความจริง
แต่ละจังหวะก้าวในการเคลื่อนทัพของวุยอ๋อง แต่ละจังหวะก้าวในการถอยทัพของเล่าปี่
ล้วนอยู่ในความสนใจของ "เอียวสิ้ว"
อากาศยังดีอยู่ ไม่ถือว่าหนาวและไม่ร้อน คืนนี้จันทร์กระจ่างแม้ยากจะอ่านอักษรบนซี่ไผ่ได้ถนัด
แต่สภาพการจัดค่ายยังคงเห็นอย่างชัดเจน
ทห่ารม้าเสือดาว 4 นาย ยืนประจำ 4 ทิศของกรงไม้อย่างเคร่งขรึม
ไม่ส่งเสียงใด
แม้เอียวสิ้วจะพยายามชวนคุยหลายครั้ง พวกเขายังคงนิ่ง เหมือนตอไม้
มีเพียงตอนผัดเปลี่ยนเวรยามจึงเหมือนฟื้นคืนชีพ
ไม่มีอะไรจะทำ เอียวสิ้วจึงพานพาดเท้ากับไม้ขวางของกรง หลังพิงกองซี่ไม้
แทะไก่ย่างในมือคำหนึ่ง แล้วยกสุรากรอกปากอึกใหญ่
รอบบริเวณกระโจมทัพเงียบสนิท คนในนั้นคงหลับไหลหมดแล้ว
ทหารลาดตระเวณกองหนึ่งผ่านไปผ่านมา
ถาดกองไฟข้างกรงไม้บางครั้งสะเก็ดไฟแตกดังเพียะพะ ทุกอย่างเงียบสงบ
เงียบสงบจนน่าประหลาด
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
วีรบุรุษ หรือคนถ่อย(34)


ในความรับรู้ ในความรู้สึกของเอียวสิ้ว ตามที่เคาทูบอกหลังวุย
อ๋องได้ฟังคำร้องขอจากมันแล้วแล้ว
เพียงยิ้มเนือยๆ
จากนั้น มันก็ถูกจับเข้ากรงไม้ มีสุรา มีเนื้อกิน ไม่มีอะไรทำยังกระเซ้าเย้าแหย่คนรู้จักกันที่ไปๆมาๆในค่ายได้ด้วย
เพียงแต่คนรู้จักพวกนั้นมองดูมันด้วยสายตาประหลาด
ประหลาดราวกับเห็น "คนตาย"
นี่คือความละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง เป็น"สาร"อันส่งตรงมาจากวุยอ๋อง
"สื่อ"อะไรบางอย่างในทาง "ความคิด"
ในความรู้สึกของเอียวสิ้ว ตายไม่เห็นแปลก โดยเฉพาะในกลียุคเช่นนี้
ฐานะของ "เล่าอู" เป็นอย่างไร
ฐานะของ "เล่าอู" ได้รับการยืนยันจาก "สายลับ"ที่แฝงตัวในจกก๊ก
ตามข่าวที่ "เล่าอู"ให้ไว้
เนื่องจากเล่าปีมีกำลังพลไม่พอ จึงไม่มีเจตนาจะรบประจันหน้ากับทัพวุยอ๋อง
ตามแผนของหวดเจ้ง
ให้ฮองตงรุดไปเสียกู้ อ้อมตะวันออกจู่โจมทัพหลังของทัพวุย
ส่วนเตียวหุยกับอุยเอี๋ยนรุดมาจากลังต๋งเข้าทางตะวันตกผ่านเกี้ยมเอี๋ยงและด่านอองเปงก๋วนโจมตีกระหนาบ
ส่วนเล่าปี่ปักธงทิวไปทั่วฝั่งใต้ของฮั่นสุ่ย
เป็นทัพลวงลากทัพหลักของวุยก๊กไว้

แน่นอน นี่ล้วนเป็นคำบอกเล่าของ "เล่าอู" วุยอ๋องไม่โง่ เทียหยกไม่โง่
แฮหัวตุ้นก็ไม่โง่
ด้านซิหลงทางเหนือของฮุ่นสุ่ยได้ส่งสายลับออกไป 10 กว่าคน เพื่อยืนยันข่าวของเล่าอูว่า
จรืงหรือเท็จ
แม้เล่าอูจะเน้นย้ำว่า จังหวะการศึกอาจผ่านไปชั่วพริบตา แต่ วุยอ๋องยังคงหนักแน่น
โดยจะรบอย่างระมัดระวังทุกฝีก้าว
ถึงอย่างไรก็เสียแฮหัวเอี๋ยนไปแล้ว ขวัญกำลังใจของทัพใหญ่ไม่สู้ดีนัก
ขืนบุ่มบ่ามเข้ารบอีก
อาจทำให้สถานการณ์กลายเป็นฝ่ายจกก๊กได้เปรียบ
บ่ายวันที่สายสืบกลับมารายงานพบกองทัพแซ่ฮองที่เสียกู้ และว่ากันว่ากองทัพฮองตงเดินทัพตลอดคืน
เข้าสู่เสียกู้ เตรียมจะข้ามลำน้ำฮั่นสุ่ย
ส่วนทัพของเตียวหุยกับอุยเอี๋ยนเพิ่งจะถึงด่านแป๊ะจุยก๋วน
เล่าปี่กับหวดเจ้งถอนทัพไปแล้ว ฝั่งเหนือของฮั่นสุ่ยเหลือ เมืองร้างไม่กี่แห่ง
วุยอ๋องสั่งให้ซิหลงกับอองเป๋งข้ามลำน้ำฮั่นสุ่ยทางใต้
ใช้ยุทธวิธีชักฟืนออกจากเตา ยึดฮันต๋งไปเลย
เมื่อเรื่องราวมาถึง ณ วันนี้ มีคนไม่น้อยในวุยก๋กเชื่อข่าวของเล่าอู
สายตาที่มองดูมันก็ยิ่งประหลาดขึ้น
เป็นความประหลาดจากกระบวนการประเมินและนึกในใจว่า วาระสุดท้ายของเอียวสิ้วมาถึงแล้ว

แปลกอย่างยิ่งที่ในสถานการณ์อย่างนี้เอียวสิ้วกลับนึกถึงเล่าอูอย่างเป็นพิเศษ
นึกถึงคำสนทนา โต้ตอบ
"เจ้าคิดจะเป็นวีระบุรุษหรือ"
"เปล่า ข้าเป็นเพียงมือสังหารคนหนึ่ง วีรบุรุษเป็นตำนานเล่าขานร้อยชั่วคน มือสังหารเลือนหายไปในฝูงชน"
"เจ้ายินยอมหรือ"
"มีอะไรยินยอมมิยินยอม ลิขิตไว้แล้วว่าข้าไม่มีทางจารึกใน ประวัติศาสตร์ ไม่ว่าหลังข้าตายไปแล้วที่รุ่งเรืองจะเป็นจกก๊กหรือวุยก๊ก ข้าก็แค่น้ำค้างยามเช้าหยดหนึ่งเหมือนมิเคยดำรงอยู่เช่นกัน"
"บางทีเราก็เหมือนกัน"
"ไม่ เรามิเหมือนกัน ข้าไร้ชื่อเสียงก็เพื่อให้ท่านมีชื่อเสียง"
"มีชื่อเสียงน่ะหรือ สำหรับข้าแล้วชื่อเสียงจอมปลอมคืออะไร"
"เอียวเต๋อจู่ การตายของข้าเพื่อให้เจ้าเป็นวีรบุรุษที่เล่าขานกันตลอดไป เจ้ามินำพาต่อเชื่อเสียงก็ดี แต่ยังคงโปรดอย่าทอด ทิ้งโอกาสนี้"
"ข้าอยากเป็นวีรบุรุษ แต่ข้าในสายตาผู้อื่นเกรงว่าคงเป็นแค่ คนถ่อยที่คิดว่าตนเองฉลาดเท่านั้น"
"ไม่ว่าจะเป็นวีรบุรุษหรือคนถ่อย เอียวเต๋อจู่
อย่างน้อยท่านจะเป็นที่จดจำ"
เอียวสิ้วพิงกับลูกกรงไม้ แลดูเงาหลังของเล่าอูที่ห่างออกไป
กรอกสุราอีกอึกหนึ่ง
"วีรบุรุษน่ะรึ ทำไมเจ้าไม่ลองถามดูว่าคุณค่าทดแทนของวีร บุรุษเป็นอย่างไร"
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
ลิ้มรส แห่งอิสรภาพ(35)


เมื่อถูกปล่อยออกจากถ้ำ เมื่อถูกปล่อยออกจาก "กรง" สภาวะ แปลกแยกจึงบังเกิด
อาจเพราะความรู้สึกอิสรเสรีเหินห่างมานานแล้ว
นานเท่าที่ถูกเทียหยกเรียกตัวเข้าพบ นานเท่าที่ถูกโยนข้อสงสัยว่าเป็น"หานฉาน"
เมื่อก้าวออกจากกรงไม้
เอียวสิ้วจึงเงยหน้ามองแสงตะวันอันจัดจ้าด้วยความรู้สึกแสบตา
หัวร่อฮิฮะเมื่อเห็นเคาทู
"ว่าไง เจ้าอ้วนน่าตาย วุยอ๋องจะปล่อยข้าออกมาเดินเล่น หรือว่าจะลากข้าไปตัดศีรษะเสียเลย"
ได้ยินดังนั้นเคาทูย่อมต้องส่ายหน้า
"เสมียนเอียว เจ้าสายลับจกก๊กคนนั้น ลอบสังหารใต้เท้าเทียหยก"
"อะไรนะ" เป็นเสียงร้องจากเอียวสิ้ว
เป็นเสียงร้องดัวยความกังขาและแปลกใจ "สายลับจกก๊ก คนไหน"
"เล่าอู" นั่นคือคำตอบ
"ก็คือเล่าอูที่แจ้งว่าเป็นอดีตนายกองจวินอี๋ซือแห่งจกก๊ก มันแทบจะหลอกทุกคนได้
ในงานเลี้ยงคืนวานมันพยายามลอบสังหารไต้เท้าเทียหยก"


เมื่อรู้ว่าเป็นใคร เมื่อรู้ว่าเป็นเล่าอู สิ่งที่"เหอมู่"บรรยายต่อการยอมรับกับข่าวดำเนินไปในลักษณะ
เอียวสิ้วจิตตกเล็กน้อย
"ใต้เท้าเทียหยกมีการป้องกันแต่เนิ่นๆแล้วโดยสวมเกราะ อ่อน 2 ชั้น
ไม่ถึงแก่ชีวิต
แต่เจ้าเล่าอู ฝีมือหมัดมวยพอตัว ฆ่าที่ปรึกษาติดต่อกัน 3 คนจนกระทั่งทหารม้าเสือดาวนอกกระโจมพุ่งเข้ามาจึงจัวตัวไว้ได้"
"หลังจากนั้นเล่า"
"ย่อมถูกสับเป็นบะช่อ ยังดีที่วุยอ๋องมิได้เข้าร่วมงานเลี้ยง ไม่เช่นนั้น"
เป็นความกังวลจากเคาทู
"ถ้าวุยอ๋องเข้าร่วมงานเลี้ยง ก็มีเจ้าอ้วนน่าตายอยู่เคียงข้าง มิใช่หรือ"
เอียวสิ้วหัวร่อฮ่า ฮ่า "เจ้ากังวลไปไย"
พลอยทำให้บังเกิดเสียงหัวร่อดังมาจากเคาทูพร้อมกับคำยอมรับ
"ที่พูดก็ถูก"
"หลังพวกเขารู้ว่าเล่าอูเป็นสายลับแล้วใช้เวลาอีกนานเท่าใดจึงรู้ว่าข้าโดนใส่ร้าย"
อีก 1 คืนต่อมาเอียวสิ้วก็ได้รับการปลดปล่อย

อรรถาธิบายจากเคาทูต่อชะตากรรมของเอียวสิ้วก็สมควรล้างหูน้อมรับฟัง
"เจ้ารู้หรือไม่
ที่แท้ใต้เท้าเทียหยกคาดการณ์ไว้แล้วว่ามันเป็นสายลับ จับ เจ้าขังไว้ก็แค่แสร้งทำท่าทีให้มันหลงกล
คิดว่าทางเราเชื่อมั่น
เจ้าเล่าอูส่งข่าวปลอมมาว่าฮันต๋งว่างเปล่า มิใช่หรือ
ใต้เท้าเทียหยกจึงเสนอต่อวุยอ๋องให้ซิหลงกับอองเป๋งนำพล 3 หมื่นแสร้งทำทีจะบุกฮันต๋ง
แต่ความจริงอ้อมไปทางกิสานผ่านเจียงโหไปตีเซงโต๋
เมื่อเป็นเช่นนี้ซิหลงก็ตีได้สะดวก ถึงฤดูสารทปีนี้พวกเราก็กู้เอ๊กจิ๋วคืนมาได้และกำจัดเล่าปี้ทิ้งไปเสีย
เฮ้อ ใครจะไปรู้ว่าแผนของจกก๊กร้ายกาจกว่า
พวกเขากล่อมให้อองเป๋งแปรพักตร์ก่อนแล้วซุ่มโจมตีพวก เราใกล้ต๋าจง ทำเอาแม่ทัพนายกองของพวกเรา 3 หมื่นพินาศสิ้น
และซิหลงบาดเจ็บสาหัสจนเสียชีวิต"
ตรงนี้ต่างหากคือของจริง เป็นของจริงภายใต้ม่านควัน
แห่งกลลวง
[next]

วิถีแห่งผู้แพ้ : เอียวสิ้ว
ในความโดดเดียว อ้างว้าง(36)


เหมือนกับเอียวสิ้วจะเป็นอิสระ เพราะหลังจากเล่าอูพลีชีพ กลาย
มาเป็นปัจจัยสำคัญ
ช่วยให้เอียวสิ้วได้รับการปลดปล่อย
แต่ก็เป็นการปลดปล่อยออกมาให้อยู่ใน "กรงขัง"ใหม่ที่ใหญ่กว้างมากยิ่งกว่า
ขอให้ดูจากสภาพที่ตามมา
"แต่ละคนต่างคิดว่าตนเองดีดลูกคิดรางแก้ว สุดท้ายเป็นอย่างไรใครจะไปรู้"
เป็นรำพึงจากเอียวสิ้ว
"แต่ถึงอย่างไรก็ปล่อยตัวข้าแล้ว เจ้าอ้วนน่าตาย ไปหาพรรคพวกสักหลายคน เล่นพนักก่อนค่อยกินเหล้า
วันนี้ พวกเราต้องเล่นให้หนำใจ"
"ไม่ต้องแล้ว ไม่ต้องแล้ว" เคาทูโบกมือเป็นพัลวัน
"สุรา ข้าจะหาให้ ไม่มีขาด แต่คนข้าหาไม่ได้ วุยอ๋องแต่งตั้งแฮหัวตาเดียวเป็นหัวหน้าตรวจค่าย
ไม่มีใครกล้าบ้ากับเจ้าดอก"
"กลัวไอ้บอดนั่นทำไม" เอียวสิ้วกล่าวอย่างไม่เห็นด้วย
"ในกองทัพ 30 กว่าหมื่นนี้ คงมีเจ้าคนเดียวที่ไม่กลัวเขา" เคาทูชี้ไปที่กระโจมไม่ไกลนัก
"กระโจมของเจ้าข้าสั่งคนเตรียมให้แล้ว
นอนในกรงเสียหลายวัน เข้าไปพักผ่อนก่อนเถิด วันมะรืน ข้าต้องคุมเสบียงออกจากค่าย ต้องรีบไปตระเตรียมก่อน ถ้าเจ้าอยากเล่น ไว้ตีเซงโต๋ได้ก่อนค่อยว่ากัน"
"งั้นเจ้าเองต้องระวังตัวหน่อยนะ"
เอียวสิ้วโบกมือ หิ้วกระปุกเหล้าที่ติดตัวมาจากกรงขังไปยัง กระโจมที่พักของตนเอง
ไปแต่เพียงคนเดียว ไปกับ"เงา"ของมัน


ภายในกระโจม เคาทูจัดข้าวของเอาไว้ครบครัน เจ้าอ้วนน่าตาย ถึงจะโง่หน่อย แต่ละเอียดดี
เอียวสิ้วเตะสะบัดรองเท้าออก
ทรุดนั่งลงที่โต๊ะยาวอย่างเกียจคร้าน มองดูป้านสุราเบื้องหน้าอย่างสะทกสะท้อน
หยิบป้าน 2 ป้าน
ล้วงกระปุกเหล้าที่เอว รินจนเต็มป้าน ภายในความรู้สึก การจะคบหากับใครอย่างสนิทสนมได้หรือไม่
มิใช่ขึ้นอยู่กับรู้จักมานานเท่าใด
บางคนอยู่ด้วยกันหลายสิบปี ยังคงรู้สึกน่าชัง แต่บางคน ต่อ ให้เห็นหน้าแค่ครั้งเดียว
ก็มอบชีวิตให้กัน
สุราอยู่ คนไปแล้ว มาดมายว่าจะร่ำสุรา ขับขาน แล้วใครเล่าจะเป็นลูกคู่
พลันสุราสาดลงบนพื้น
"วีรบุรุษ ลาก่อน"

คนที่เอียวสิ้วครุ่นคิดคำนึงถึง มิใช่วุยอ๋อง โจโฉ มิใช่เฒ่าเทียหยก
หากเป็น โจสิด

ความคิดเห็น

ชื่อ

กวนอู,60,การ์ตูน,17,การเมือง,71,กิจกรรม,16,เกม,156,ขงเบ้ง,81,ของสะสม,38,ข่าวสาร,115,คำคมสามก๊ก,75,โจโฉ,60,ซุนกวน,6,เนื้อหาสามก๊ก,5,บทความ,335,แบบเรียน,8,ปรัชญา,14,เพลง,39,ภาพยนตร์,48,รูปภาพ,66,เล่าปี่,15,วิดีโอ,63,เว็บไซต์,14,สถานที่,21,สามก๊ก12,14,สามก๊ก13,32,สามก๊ก14,3,สามก๊ก2010,95,หงสาจอมราชันย์,13,หนังสือ,161,อาวุธ,7,แอป,45,Dynasty Warriors,46,E-book,78,
ltr
item
สามก๊กวิทยา : Three Kingdoms Academy: วิถีแห่งผู้แพ้ เอียวสิ้ว : เสถียร จันทิมาธร
วิถีแห่งผู้แพ้ เอียวสิ้ว : เสถียร จันทิมาธร
วิถีแห่งผู้แพ้ เอียวสิ้ว จะกล่าวถึงประวัติความเป็นมาของ เอียวสิ้ว ที่ปรึกษาคนหนึ่งของโจโฉ เขาเป็นบุตรชายของเอียวปิด มีรูปร่างหน้าเกลี้ยงเกลา คิ้วและนัยน์ตาเล็ก ฉลาดเฉียวมากปัญญา เอียวสิ้วรู้เท่าทันโจโฉตลอดเวลา จึงเป็นที่ระแวงของโจโฉ ชอบใช้ปัญญามากกว่าสติ อันเป็นที่มาของจุดจบชีวิต
https://1.bp.blogspot.com/-t0kOejBkyT4/XoAACv3cK5I/AAAAAAAAvK4/7pmzmGetuwsJobWt1X3vhMVTzuahRx6sACLcBGAsYHQ/s640/%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2596%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%259E%25E0%25B9%2589-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A7.jpg
https://1.bp.blogspot.com/-t0kOejBkyT4/XoAACv3cK5I/AAAAAAAAvK4/7pmzmGetuwsJobWt1X3vhMVTzuahRx6sACLcBGAsYHQ/s72-c/%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25B4%25E0%25B8%2596%25E0%25B8%25B5%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%25AB%25E0%25B9%2588%25E0%25B8%2587%25E0%25B8%259C%25E0%25B8%25B9%25E0%25B9%2589%25E0%25B9%2581%25E0%25B8%259E%25E0%25B9%2589-%25E0%25B9%2580%25E0%25B8%25AD%25E0%25B8%25B5%25E0%25B8%25A2%25E0%25B8%25A7%25E0%25B8%25AA%25E0%25B8%25B4%25E0%25B9%2589%25E0%25B8%25A7.jpg
สามก๊กวิทยา : Three Kingdoms Academy
https://www.samkok911.com/2020/03/loser-way-yang-xiu.html
https://www.samkok911.com/
https://www.samkok911.com/
https://www.samkok911.com/2020/03/loser-way-yang-xiu.html
true
4216477688648787518
UTF-8
โหลดเนื้อหาทั้งหมด ไม่พบเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ดูทั้งหมด อ่านเพิ่ม ตอบ เลิกตอบ ลบ โดย หน้าแรก หน้า บทความ ดูทั้งหมด บทความที่เกี่ยวข้อง LABEL ARCHIVE SEARCH เนื้อหาทั้งหมด ไม่พบเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง ต้องขออภัยด้วยครับ กลับหน้าแรก Sunday Monday Tuesday Wednesday Thursday Friday Saturday Sun Mon Tue Wed Thu Fri Sat January February March April May June July August September October November December Jan Feb Mar Apr May Jun Jul Aug Sep Oct Nov Dec เมื่อเร็ว ๆ นี้ 1 นาทีก่อน $$1$$ minutes ago 1 ชั่วโมงก่อน $$1$$ hours ago เมื่อวานนี้ $$1$$ days ago $$1$$ weeks ago มากกว่า 5 สัปดาห์ กำลังติดตาม ติดตาม เนื้อหาพิเศษส่วนนี้ ต้องปลดล้อคโดย STEP 1: Share to a social network STEP 2: Click the link on your social network คัดลอกทั้งหมด เลือกทั้งหมด คัดลอกไว้ในคลิปบอร์ดแล้ว ไม่สามารถคัดลอกได้ กรุณากดปุ่ม [CTRL]+[C] (CMD+C บนเครื่อง Mac) สารบัญ