มงแต็สกีเยอ เจอสามก๊ก

มงแต็สกีเยอ เจอสามก๊ก
"เผด็จการอันเลวร้าย ยังดีเสียกว่า ประชาธิปไตยจอมปลอม"
- มงแต็สกีเยอ -

     จากการที่นายทักษิณ ชินวัตร ได้ทวิตข้อความ ในเว็บไซต์ทวิตเตอร์ @ThaksinLive โดยยกคำกล่าวของ "มงแต็สกีเยอ" นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสที่ว่า  

     ไม่มีความเลวร้ายใด ที่จะยิ่งไปกว่าความเลวร้ายที่ได้กระทำ โดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย หรือในนามของกระบวนการยุติธรรม" (There is no crueler tyranny than that which is perpetuated under the shield of law and in the name of justice.)

     ข้อความนี้ ทำให้สื่อโซเชียลและสำนักข่าวต่าง ๆ ให้ความสนใจกลายเป็นอีกประเด็นทางสังคมที่กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง
ข้อความของนายทักษิณ ฯ จากทวิตเตอร์
ข้อความของนายทักษิณ ฯ จากทวิตเตอร์
     "มงแต็สกีเยอ" (Montesquieu) หรือ ชาร์ล-หลุยส์ เดอ เซอกงดา บารอนแห่งลาแบรดและมงแต็สกีเยอ (Charles-Louis de Secondat, baron de La Brède et de Montesquieu) นักคิดชาวฝรั่งเศส (ค.ศ.1689 - 1755) ผู้มีความสามารถในวิชาประวัติศาสตร์ การเมือง กฎหมาย และมีอิทธิพลทางความคิดมากคนหนึ่งในยุโรป เขาเป็นผู้มีอิทธิพลต่อแนวคิดเสรีนิยม สิทธิความเท่าเทียม เสรีภาพในการแสดงออก รวมทั้งเสรีในการนับถือศาสนา

     แนวคิดของ มงแต็สกีเยอ ในเรื่องการใช้กฎหมาย ที่นายทักษิณ ฯ ได้ทวิตนั้นเป็นแนวคิดที่ถูกต้องและไม่ล้าสมัย รวมทั้งมีตัวอย่างให้เห็นกันมากมาย โดยเฉพาะในยุค "สามก๊ก"

มงแต็สกีเยอ (Montesquieu) นักปรัชญาฝรั่งเศส
มงแต็สกีเยอ (Montesquieu) นักปรัชญาฝรั่งเศส
     การใช้อำนาจตามกฎหมายสร้างความเลวร้าย ในยุคสามก๊กนั้นเริ่มไล่เรียงลำดับมาตั้งแต่ กลุ่มสิบขันที ทำการฉ้อราษฎร์บังหลวง กินสินบาทคาดสินบน เรียกเก็บส่วยจากขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ขายตำแหน่งให้นักการเมือง ใครไม่จ่ายก็ถูกขับออกจากราชการ อาณาประชาราษฎร์เดือดร้อนทั่วทุกหนแห่ง กลายและเกิดเป็นโจรกู้ชาติ "โจรโพกผ้าเหลือง"

     หมดสิบขันที หมดโจรโพกผ้าเหลือง ตั๋งโต๊ะเข้ายึดครองเมืองหลวง กุมอำนาจในตัวฮ่องเต้ ใช้อำนาจแสวงหาความสุขส่วนตัว เผาและย้ายเมืองหลวง ตั้งสมัครพรรคพวกเข้ากุมอำนาจการปกครอง เข่นฆ่าขุนนางอย่างโหดร้ายทารุณ คิดตั้งตนเป็นกษัตริย์

     โจโฉคนเก่งกล้าสามารถ คิดลอบสังหารตั๋งโต๊ะ แต่ไม่สำเร็จ หนีรอดออกมาแล้วใช้ช่องว่างทางกฎหมาย ปลอมแปลงราชโองการ เรียกขุนศึกจากทั่วทุกสารทิศให้มาร่วมมือกันกำจัดตั๋งโต๊ะ เรียกว่าทัพ 18 หัวเมือง สุดท้ายก็ไปไม่รอด ทะเลาะเบาะแว้งกันเอง กำจัดตั๋งโต๊ะไม่ได้ หัวเมืองต่าง ๆ แตกแยกเป็นก๊กเป็นเหล่า

     ต่อมาตั๋งโต๊ะถูกกลสาวงามของอ้องอุ้น และถูกสังหารโดยบุตรบุญธรรมนามว่าลิโป้ แต่สงบได้ไม่นาน ลิฉุยกับกุยกี สองสมุนของตั๋งโต๊ะก็เข้ายึดตีเมืองหลวงพร้อมอำนาจการบังคับบัญชา ความเลวร้ายจากการใช้กฎหมายไม่ได้ลดน้อยด้อยกว่ายุคก่อนหน้า สุดท้ายโจโฉก็ยกทัพมาปราบได้สำเร็จ ได้ตัวฮ่องเต้ และเข้าครองอำนาจในเมืองหลวงอย่างเต็มรูปแบบ

     โจโฉได้ตัวฮ่องเต้ไม่ทันไร ก็ย้ายเมืองหลวงไปยังฮูโต๋ รวมทั้งคิดตั้งตนเป็นใหญ่ ชิงราชบัลลังก์ แต่โอกาสไม่อำนวย ขุนนางน้อยใหญ่ไม่เห็นด้วย โจโฉจึงใช้อำนาจที่มี บังคับบัญชาขุนพลน้อยใหญ่ทั่วแผ่นดิน ผ่านพระบรมราชโองการที่ตนเป็นผู้บงการอยู่

     โจโฉกดดันบีบคั้นจนฮ่องเต้ต้องกัดนิ้วเขียนจดหมายด้วยโลหิต ส่งให้ขุนพลที่จงรักภักดี มาช่วยปราบปรามโจโฉ   

     โจโฉเองหาได้ยี่หระ กลับใช้กฎหมาย ใช้ราชโองการอย่างเพลิดเพลิน สั่งการให้เมืองนั้นปราบเมืองนี้ สั่งให้เมืองนี้ไปตีเมืองนั้น อาศัยคำว่า "ประเทศชาติ ประชาชน ความจงรักภักดี ความสงบสุข" ปั่นหัวให้เล่าปี่ ลิโป้ ซุนเซ็ก อ้วนสุด อ้วนเสี้ยว ฯลฯ รบกันพัลวัน ประเทศจีนจึงเริ่มผุพังเพราะกฎหมายในมือโจโฉ

     ยิ่งนานวันเข้า แผ่นดินจีนแตกแยกหนักขึ้น เพราะทรราชย์เป็นผู้ครอบครองกฎ อำนาจของโจโฉเหนือกว่าผู้ใด ใช้กฎหมายสร้างสงครามทั่วทุกภาค จากนั้นก็สร้างรากฐานวางไว้ให้ทายาท โจผี ชิงราชบัลลังก์ สุดท้ายกลายเป็นสามอาณาจักร หรือ สามก๊ก อย่างที่รู้ ๆ กันก็คือ วุย จ๊ก และ ง่อ

     แต่กระนั้น ในบั้นปลายยุคสามก๊ก อำนาจที่ได้มาจากการใช้กฎหมายอันเลวร้ายหาได้ยั่งยืน เพราะคนที่รวบรวมอำนาจได้เบ็ดเสร็จ เป็นคนของกลุ่มที่สี่ สุมาเอี๋ยน ทายาทของ สุมาอี้

     โจโฉ คนที่เคยดูดี เก่งกล้าสามารถ แต่ผิดพลาดในเรื่องการใช้กฎหมาย จึงต้องกลายเป็นตัวร้ายในนิยาย ให้คนอ่านล้อเล่นไปตลอดกาล

โจโฉเป็นคนดีหรือคนร้าย ?
โจโฉเป็นคนดีหรือคนร้าย ?
     การเมืองไทยเวลานี้ มองยากกว่าสามก๊ก เพราะไม่รู้ใครเล่นบทร้าย ใครเป็นฝ่ายดี ผลลัพธ์ในตอนนี้จึงดูได้แค่จากช่วงที่ผ่านมาว่า "กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นคืนสนอง"

     มงแต็สกีเยอ เจอสามก๊กยังไม่เท่าไหร่ ถ้ามาเจอประเทศไทย เขาอาจจะนึกถึงอีกหนึ่งวาทะของเขาที่ว่า

    "เผด็จการอันเลวร้าย ยังดีเสียกว่า ประชาธิปไตยจอมปลอม"

     "The tyranny of a prince in an oligarchy is not so dangerous to the public welfare as the apathy of a citizen in a democracy."

     โอ้ อนิจจา ... ใครเล่นบท "ประชาชน" ก็ขอให้ทนกันไป ...

0 comments

☆ FACEBOOK COMMENTS: