ซิหลง คนตรงแห่งโฮตั๋ง

ซิหลง คนตรงแห่งโฮตั๋ง
“นับแต่ครั้งบุราณมา ชายชาติทหารกล้าน้อยคนนักที่จะได้รับใช้แม่ทัพผู้ชำนาญการสงคราม
มาบัดนี้เรามีโอกาสอันประเสริฐแล้ว แทนที่จะตั้งหน้าหาแต่เกียรติยศส่วนตัว
เรามาทำการเพื่อท่านแม่ทัพอย่างดีที่สุด จะมิสู้ดีกว่าหรือ!” 
     ในเรื่องสามก๊ก ตัวละครเอกมักจะอยู่ฝ่ายเล่าปี่ ทั้งขุนทั้งโคนอย่าง กวนอู เตียวหุย จูล่ง ขงเบ้ง ฮองตง ม้าเฉียว จึงมีบทบาทอันโดดเด่น ประทับจิตตราตรึงใจ แต่เมื่อมองมายังศัตรูคู่แค้นอีกฟากฝั่งอย่างโจโฉ ขุนทหารของโจโฉกลับไม่มีอะไรโดดเด่น หรือสะดุดตาให้เห็นเป็นพิเศษ แม้นจะมีกล่าวถึงอยู่หลายฉาก หลายตอนแต่ก็เป็นเพียงบทบาทอันฉาบฉวย ไม่มีเนื้อหาอะไรให้ประทับใจ

     “ซิหลง” คือทหารเอกผู้หนึ่งที่มีบทให้เล่นเป็นเพียงตัวประกอบฉาก แม้ว่าชื่อชั้นของเขาจะอยู่ในทำเนียบ “ห้าทหารเสือของวุยก๊ก” อันประกอบด้วยนายทหารเอกคนอื่น ๆ เช่น เตียวเลี้ยว เตียวคับ งักจิ้น และ อิกิ๋ม

     สามก๊กวิทยาจึงจำจะขอรจนา เกียรติประวัติของนายทหารผู้นี้ ให้ท่านผู้อ่านได้ทบทวนและพิจารณากันใหม่สักครั้ง

 เปิดตัวซิหลง 

ซิหลง (Xu Huang, 徐晃)
ซิหลง (Xu Huang, 徐晃)
     ซิหลง (Xu Huang, 徐晃) มีชื่อรองว่า กงหมิง (Gongming, 公明) เป็นชาวเมืองโฮตั๋ง มณฑลซานสี มีนิสัยเข้มแข็งกล้าหาญ ซื่อตรง ชำนาญการใช้ขวานใหญ่เป็นอาวุธ

     “ซิหลงอยู่ไหน ?”

     คือคำเปิดตัวของซิหลง เมื่อเอียวฮอง นายของเขาเรียกหาความช่วยเหลือ เมื่อครั้งที่ถวายการอารักขาพระเจ้าเหี้ยนเต้ เสด็จหนีจากการไล่ติดตามจากกองทหารของฝ่ายกุยกี

     ควบม้าทะนง ฟาดขวานใหญ่ ฉับเดียว! ซุยยงแม่ทัพของกุยกีที่ตามมาก็ขาดใจตายทันที จากนั้นยังแสดงฝีมือสังหารลิงัก นายโจรที่ทรยศคิดชิงตัวพระเจ้าเหี้ยนเต้ ได้ในครั้งแรกของการประมือกัน (ฉบับภาษาไทยว่า 3 เพลง) สามารถพาขบวนเสด็จตีฝ่าออกไปยังเมืองลกเอี๋ยงได้สำเร็จ

     เกียรติของซิหลง กระจ่างขึ้นแล้ว แม้จะยังเป็นเพียงทหารรองในสังกัดของแม่ทัพเล็ก ๆ อย่างเอียวฮอง

 พบโจโฉ    

ซิหลง (Xu Huang, 徐晃) มีชื่อรองว่า กงหมิง
ซิหลง จาก Dynasty Warriors7
     เมื่อพระเจ้าเหี้ยนเต้ทรงประทับอยู่ในเมืองลกเอี๋ยง โจโฉพร้อมบริวารมากมายได้เข้ามาสมทบถวายการอารักขา แต่ไม่นานโจโฉก็คิดหวังในราชสมบัติ จะพาเสด็จย้ายเมืองหลวงไปยังเมืองฮูโต๋ เพียงเพราะเชื่อในทางไสยศาสตร์ของหมอดูและคำแนะนำของซุนฮกที่ว่า

     “พระเจ้าเหี้ยนเต้นั้นธาตุเพลิง ตัวท่านเป็นธาตุดิน ถ้าท่านคิดอ่านยกไปอยู่เมืองฮูโต๋ได้ ท่านจะคิดการสิ่งใดก็จะค่อยกว้างขวางขึ้นไป”

     เอียวฮองระแวงโจโฉ จึงชิงหนีออกไปดักอยู่นอกเมือง และที่นั้น ซิหลง ได้ออกหน้าขวางทางไว้

     “อ้ายโจรโจโฉ มึงจะพาพระเจ้าแผ่นดินไปไหนหรือ?”

      ซิหลงตะโกนร้องอย่างทระนง โดยหารู้ไม่ว่า ชายที่อยู่ตรงหน้าจะเป็นนายคนใหม่ของเขา

     โจโฉมิได้ตอบ แต่ส่งเคาทูออกไปรบกับซิหลง ยอดฝีมือทั้งสองรบกันได้ 50 เพลงไม่รู้แพ้ชนะ โจโฉจึงตีม้าล่อเรียกเคาทูกลับ แล้วเปรยว่า “ซิหลง องอาจนัก เราอยากได้ตัวมาใช้ในราชการ” แล้วจึงส่งหมันทองปลอมเป็นทหารเลวเข้าไปเกลี้ยกล่อม

     นักอ่านสามก๊ก อาจชินตากับภาพ “กวนอูจุดเทียนดูหนังสือ” แต่สิ่งที่หมันทองเห็นในคืนนั้นคือ “ซิหลงใส่เกราะจุดเทียนนั่งดูหนังสือ” ดูเอาเถิดว่าในขณะที่ผู้อื่นพักผ่อนนอนหลับสบาย ซิหลงยังพร้อมรบและขะมักเขม้นกับการศึกษาหาความรู้ สายตาของโจโฉมองคนไม่ผิดเลย

โจโฉส่งหมันทองปลอมเป็นทหารเลวเข้าไปเกลี้ยกล่อมซิหลง
โจโฉส่งหมันทองปลอมเป็นทหารเลวเข้าไปเกลี้ยกล่อมซิหลง
ซิหลงใส่เกราะจุดเทียนนั่งดูหนังสือยามราตรี เป็นที่ประทับใจแก่หมันทองนัก
ซิหลงใส่เกราะจุดเทียนนั่งดูหนังสือยามราตรี เป็นที่ประทับใจแก่หมันทองนัก
     “อันธรรมดานกจะทำรังก็ย่อมแสวงหาซึ่งพุมไม้ชัฏจะได้ทำรังอยู่เป็นสุข ถึงลมพายุใหญ่จะพัดหนักมา รังนั้นก็มิได้เป็นอันตราย ประการหนึ่งเป็นชาติทหาร จะหาแม่ทัพ ก็ให้พิเคราะห์ดูผู้ใจโอบอ้อมอารี แลชำนาญในการสงคราม ถึงข้าศึกจะยกมามากมายเท่าใดก็มิได้หวาดไหว คิดอ่านป้องกันมิให้ทหารทั้งปวงเป็นอันตราย ถ้าผู้ใดพบนายที่มีสติปัญญาหมายจะพึ่งได้แล้วไม่เข้าทำราชการด้วย อย่าให้คนทั้งปวงนับถือความคิดผู้นั้นเลย”

     หมันทองกล่าวคำคม มธุรสวาจาออกมา ทำให้ซิหลงเห็นคล้อย เพราะสติปัญญาของซิหลงรู้ดีว่า เอียวฮองนายของเขา โฉดเขลาอย่างไร

     หมันทองได้ทีจึงกล่าวต่อว่า “ท่านจะไปทำราชการอยู่ด้วยโจโฉแล้ว จงตัดเอาศีรษะเอียวฮอง ไปถวายเถิด”

     ว่าเพียงเท่านี้ มธุรสเกือบเป็นเพียงเถ้าธุลี เพราะซิหลงถมึงตึง ตวาดเอาว่า

      “ธรรมดาเป็นบ่าวได้กินข้าแดงของท่านแล้ว ถ้ามิพอใจอยู่ด้วย แลซ้ำทำร้ายนายก็เป็นคนหากตัญญูมิได้ ซึ่งท่านจะให้เราทำดังนี้เราไม่ยอมด้วย”

      หมันทองได้ฟังดังนั้น ก็สรรเสริญในน้ำใจซิหลงนัก จึงได้ชวนกันไปหาโจโฉแต่ตัว และซิหลงก็ได้รับราชการกับโจโฉตั้งแต่นั้น

ซิหลง จากการ์ตูนสามก๊ก หงสาจอมราชันย์
ซิหลง จากการ์ตูนสามก๊ก หงสาจอมราชันย์

  โจวย่าฟู  

     ซิหลงอยู่กับโจโฉทำความดีความชอบหลายครั้ง เคยประมือกับยอดขุนทหารแห่งยุคเช่น งันเหลียง บุนทิว แม้จะไม่สามารถเอาชนะ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งกล้าหาญได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเมื่อครั้งที่กวนอูเคยรับราชการกับโจโฉ เพื่อนที่กวนอูสนิทสนมและยอมรับในฝีมือมีอยู่เพียง 2 คนก็คือ เตียวเลี้ยวกับซิหลง เท่านั้น

     หลังศึกผาแดง เล่าปี่ตั้งตัวเป็นใหญ่ในเสฉวน กวนอูได้เป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว บุกตีเมืองอ้วนเซีย ทดน้ำท่วม สังหารบังเต๊กและจับตัวอิกิ๋มได้ โจโฉหวาดกลัวถึงขนาดเตรียมตัวย้ายเมืองหลวงหนี แต่ก็มีนายทหารกล้า อาสาออกรบขับไล่กวนอู และเป็นแน่แท้ว่านายทหารกล้าผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่คือ “ซิหลง” เพื่อนสนิทของกวนอู ในอดีตนั่นเอง

     “แต่ข้าพเจ้าจากมาก็ช้านานหลายปี ท่านนี้หนวดเคราเผ้าผมก็หงอกไปสิ้น สิ่งใดซึ่งท่านได้สั่งสอนให้แต่ก่อน ก็คิดถึงคุณท่านไม่วายวัน อันตัวท่านเป็นคนดีมีเกียรติยศในแผ่นดิน ข้าพเจ้าได้เห็นหน้าท่านในวันนี้ความดีใจหาที่สุดมิได้”

     ซิหลงทักกวนอูที่กำลังลำพองใจ แต่เพียงชั่วประเดี๋ยว ความลำพองก็กลายเป็นความตื่นตระหนก เมื่อซิหลงกู่ก้องร้องประกาศต่อหน้าทหารหาญว่า

     “ผู้ใดอาจสามารถฆ่ากวนอูได้ กูจะให้ทองพันพันตำลึง”  ว่าจบก็ควงขวาน ควบม้า ปรี่เข้าหากวนอู

     กว่า 80 เพลงที่เพื่อนสนิท เทพแห่งสงครามทั้งสอง รุกรบเข้าฟาดฟันกันอย่างไม่รู้แพ้ชนะ ก่อนแยกกันไปคุมเชิงตั้งหลักกันใหม่ สุดท้ายซิหลงสามารถต้านทานการรุกของกวนอูไว้ได้ ประกอบกับมีข่าวว่าลิบองได้ลอบยึดเมืองเกงจิ๋วไปแล้ว ทำให้กวนอูต้องยกทัพถอยออกจากเมืองอ้วนเซียไป

     ในการรบกับกวนอูครั้งนี้ โจโฉชื่นชมในสติปัญญาและความกล้าหาญของซิหลงเป็นอย่างมาก แต่งตั้งให้เขาเป็น “ทหารเอกสำหรับปราบข้าศึกทิศใต้” พร้อมกับคำชมที่ว่า

     “ข้าอยู่ในสนามรบมา 30 ปี มิเคยเห็นผู้ใดกระทำการได้เยี่ยงซิหลงเลย”

     ในหนังสือสามก๊กต้นฉบับ โจโฉได้กล่าวชื่นชมซิหลง นอกเหนือจากนี้อีกว่า “ซิหลง มีจิตใจดุจดัง โจวย่าฟู”

โจวย่าฟู (Zhou Yafu, 周亚夫) ภาพจากละครโทรทัศน์เรื่องกลสาวงาม (Chemes of a Beauty, Meiren Xinji, 美人心計)
โจวย่าฟู (Zhou Yafu, 周亚夫) ภาพจากละครโทรทัศน์เรื่องกลสาวงาม (Chemes of a Beauty, Meiren Xinji, 美人心計)
     “โจวย่าฟู” (Zhou Yafu, 周亚夫) ผู้นี้เป็นบุตรของโจวป๋อ  ขุนพลในยุคฮั่นตะวันตก รัชสมัยของจักรพรรดิฮั่นเหวินตี้ มีผลงานเลื่องชื่อจากการปราบกบฏ 7 หัวเมือง นำพาสันติสุขและความเจริญรุ่งเรืองอันสูงสุดมาสู่แผ่นดินจีน


โจวย่าฟูปราบปรามการก่อกบฏให้สงบ

      จีนมีคำพูดว่า ฝูงสิงโตที่มีแพะเป็นผู้นำสู้ฝูงแพะที่มีสิงโตเป็นผู้นำไม่ได้ แสดงถึงความสำคัญของนายพลในสงคราม เมื่อศตวรรษที่2ก่อนคริสกาล ราชวงศ์ฮั่นได้สถาปนาขึ้น รัฐบาลฮั่นกับชนชาติซงหนู ทางภาคตะวันตกคงสันติภาพไว้ด้วยการแต่งงานระหว่างชนสองชาติ ชาวฮั่นและชาวซงหนู สองฝ่ายจึงไม่ได้ก่อสงครามใหญ่ แต่หลังจากนั้น มีคนร้ายยั่วยุให้ผู้นำของซงหนูตัดความสัมพันธ์กับรัฐบาลฮั่น ในปี158ก่อนคริสตกาล ทหารซงหนูรุกรานชายแดนของราชวงศ์ฮั่น ฆ่าประชาชนฮั่นและปล้นสิ่งของต่างๆของชาวฮั่น หอจุดไฟสัญญาณที่ชายแดนพากันจุดไฟส่งสัญญาณเตือนภัย แสงไฟสว่างกระจายอยู่ทั่วไป แม้อยู่ในเมืองฉางอัน เมืองหลวงของราชวงศ์ฮั่นก็ยังมองเห็นได้ชัด จักรพรรดิฮั่นเหวินตี้จึงมีรับสั่งให้นายพลสามนายนำทหารสามกองไปต่อสู้กับชาวซงหนู เพื่อป้องกันเมืองฉางอัน แล้วมีรับสั่งให้นายพลอีกสามนายนำทหารไปประจำที่ฐานใกล้ๆเมืองฉางอัน นายพลหลิวหลี่ประจำที่ป่าซ่าง นายพลสวีลี่ประจำที่จิงเหมิน ส่วนนายพลโจวย่าฟูประจำที่ซี่หลิ่ว

     ครั้งหนึ่ง จักรพรรดิทรงเสด็จเยี่ยมทหารที่ประจำในที่สามแห่งดังกล่าว และเสด็จแวะตรวจตรา พระองค์เสด็จถึงป้าซ่างก่อน เมื่อนายพลหลิวหลี่และพลทหารเห็นจักรพรรดิเสด็จ ก็รีบจัดพิธีต้อนรับมโหฬารเพื่อต้อนรับพระองค์ หน่วยรถม้าของจักรพรรดิทรงเข้าไปในฐานทัพ ไม่มีใครกล้าขวางทาง พระองค์ประทับอยู่ในฐานทัพป้าซ่างไม่นานก็เสด็จจากไป พวกนายพลและทหารก็รีบจัดการส่งเสด็จ ต่อจากนั้น จักรพรรดิก็เสด็จถึงจิงเหมิน นายพลสวีลี่ได้จัดงานต้อนรับมโหฬารเหมือนกัน สุดท้าย จักรพรรดิเสด็จถึงซี่หลิ่ว ทหารยามในฐานทัพของนายพลโจวย่าฟูเห็นมีทหารหน่วยหนึ่งมาแต่ไกล รีบรายงานต่อโจวย่าฟู พวกนายทหารและพลทหารรีบสวมใส่เสื้อเกราะ ถือธนูและดาบไว้ในมือ ทำตัวเหมือนเตรียมจะต่อสู้กับศัตรู ทหารกองหน้าขบวนเสด็จของจักรพรรดิไปถึงหน้าฐานทัพ ทหารยามที่เฝ้าฐานทัพรีบขวางหน้าไว้ ไม่อนุญาตให้เข้าไป ข้าราชการของหน่วยนำเสด็จตะโกนเสียงดังว่า จักรพรรดิเสด็จ ทหารเฝ้าประตูฐานทัพตอบโดยไม่กลัวเลยว่า “ในฐานทัพเราฟังแต่คำสั่งของนายพล นายพลไม่มีคำสั่ง เราจะให้พวกท่านเข้าไม่ได้” ข้าราชการกำลังจะโต้ตอบกับทหารเฝ้าประตูฐานทัพ รถทรงของจักรพรรดิก็เสด็จถึงแล้ว แต่ทหารเฝ้าประตูฐานทัพยังขวางกั้นทางของจักรพรรดิตามเดิม จักรพรรดิจึงต้องมีรับสั่งให้ผู้ติดตามแสดงสัญลักษณ์ของจักรพรรดิ สั่งคนให้บอกโจวย่าฟูว่า “เราจะเข้าไปเยี่ยมทหารที่ฐานทัพ” โจวย่าฟูจึงสั่งให้เปิดประตูฐานทัพ ให้หน่วยรถม้าของจักรพรรดิเข้าไป หน่วยรถม้าของจักรพรรดิเมื่อเข้าไปในฐานทัพ ทหารเฝ้าประตูฐานทัพก็บอกพวกเขาอีกครั้งว่า “ในฐานทัพมีกฎระเบียบ ไม่ให้รถม้าแล่นในฐานทัพ” ข้าราชการที่ตามเสด็จจักรพรรดิต่างโกรธมาก แต่พระองค์กลับตรัสให้พวกเขาใจเย็นๆ เดินเข้าไปเรื่อยๆ

     เมื่อไปถึงค่ายกลาง ก็เห็นโจวย่าฟูสวมเสื้อเกราะเต็มตัว ถืออาวุธไว้ ยืนอยู่ต่อพระพักตร์จักรพรรดิอย่างสง่างาม ยกมือขึ้นถวายบังคัล ทูลว่า “ข้าพระองค์สวมเสื้อเกราะเต็มตัว ไม่อาจคุกเข่าถวายความเคารพ ขอได้ทรงพระกรุณาอนุญาตให้ข้าพระองค์เข้าเฝ้าตามระเบียบของทหาร” จักรพรรดิทรงฟังคำกราบทูลของเขา จึงทรงตื้นตันพระทัยเป็นอย่างยิ่ง ทรงจับงอนรถม้าโน้มพระองค์ลงเล็กน้อย ตอบคำกราบทูลของโจวย่าฟู ต่อจากนั้น มีรับสั่งให้คนเอาใจใส่นายทหารและพลทหารทั้งหลาย หลังการเยี่ยม จักรพรรดิเสด็จจากซี่หลิ่ว ระหว่างทางกลับฉางอัน ผู้ตามเสด็จจักรพรรดิล้วนรู้สึกโกรธมาก เห็นว่าโจวย่าฟูไม่เคารพจักรพรรดิ แต่พระองค์กลับทรงชื่นชมโจวย่าฟูมากว่า “เห็นไหม นี่คือนายพลดี ทหารในป้าซ่างและจิงเหมินสองที่ ปฏิบัติตัวไม่เหมาะสม ถ้ามีศัตรูแอบเข้าโจมตี จะถูกจับแน่นอน แต่ฝึกทหารเหมือนโจวย่าฟู ศัตรูที่ไหนก็ไม่กล้าไปรุกราน” จากการสำรวจครั้งนี้ จักรพรรดิทรงเห็นว่าโจวย่าฟูเป็นนายพลที่ดีเยี่ยมแน่แท้

     ปีต่อมา จักรพรรดิฮั่นเหวินตี้ทรงพระประชวรหนัก ในยามใกล้จะสวรรคต จักรพรรดิมีรับสั่งหาโอรสมาเฝ้าหน้าพระแท่นบรรทม ตรัสว่า “ในอนาคต ถ้าประเทศเราเกิดการกบฏ ต้องให้โจวย่าฟูนำกองทหาร จำไว้ดีๆ” หลังจากจักรพรรดิฮั่นเหวินตี้สวรรคต หลิ่วฉี โอรสของพระองค์ขึ้นครองบัลลังก์ เป็นจักรพรรดิฮี่นจิ่งตี้ เนื่องจากจักรพรรดิฮั่นจิ่งตี้ยังทรงพระเยาว์ ผู้นำ7เมืองที่มีหลิวสิ่ง ผู้นำเมืองอู๋เป็นหัวหน้าจึงมุ่งหมายก่อกบฏแย่งชิงราชบัลลังก์จากจักรพรรดิฮั่นจิ่งตี้ พระองค์จึงทรงมีรับสั่งให้โจวย่าฟูไปปราบปรามการกบฏให้สงบลง ในการร่วมกันโจมตี โจวย่าฟูได้ใช้กลยุทธ์เฝ้าอย่างเดียวแต่ไม่เข้าโจมตี มีอยู่หลายครั้ง ที่จักรพรรดิฮั่นจิ่งตี้ทรงมีรับสั่งให้เขาเข้าต่อสู้กับทหารกบฏ แต่เขาก็มิได้ทำตามรับสั่งของจักรพรรดิ โจวย่าฟูรู้ว่า แม้ว่าทหารกบฏเข้มแข็งมาก แต่พวกเขาเป็นฝ่ายกบฏ ไม่มีประชาชนสนับสนุน การก่อกบฏของพวกเขาจึงไม่น่าคงอยู่ได้นาน สุดท้ายก็เหมือนที่โจวย่าฟูคาดไว้ ยิ่งเวลาผ่านไป ทหารกบฏก็ยิ่งร้อนใจ พยายามจะรุกเข้าเมืองหลายครั้ง แต่โจวย่าฟูเฝ้าอย่างเดียวไม่สนใจเลย ต่อจากนั้น ทหารกบฏก็ใช้กลยุทธ์ทำที่จะไปตีทางหนึ่ง แต่ที่จริงรุกไปอีกทางหนึ่ง แต่ในสุดโจวย่าฟูก็ทำลายความตั้งใจของพวกเขา

     ในที่สุด ทหารกบฏจึงต้องถอยไป โจวย่าฟูรีบสั่งทหารตามไป และโจมตีทหารกบฏจนสำเร็จ หลิวสิ่งก็ถูกฆ่าตายระหว่างทางหนีกลับ ผู้นำอีก6คนเห็นหลิวสิ่งเสียชีวิต ทหารกบฏก็พ่ายแพ้ไป ก้ได้แต่ฆ่าตัวตายไปด้วย

     การปราบปรามการก่อกบฏของผู้นำ7เมืองให้สงบลงนั้น ได้รักษาความเป็นเอกภาพของราชวงศ์ฮั่นตะวันตก เสริมอำนาจรวมส่วนกลางให้แข็งแรงยิ่งขึ้น จนเกิดยุคที่เจริญรุ่งเรืองในประวัติศาสตร์จีน

ที่มา : เว็บไซต์ thai.cri.cn
ภาพวาดซิหลง ที่ดูน่ากลัวที่สุด
ภาพวาดซิหลง ที่ดูน่ากลัวที่สุด
     ซิหลงรับราชการเรื่อยมาจนถึงสมัยของพระเจ้าโจยอย วาระสุดท้ายของซิหลงเกิดขึ้นเมื่อ สุมาอี้ยกทัพไปปราบเบ้งตัดที่เมืองซงหยง ซิหลงเป็นกองทัพหน้าควบม้าพาทหารเข้าไปถึงคูเมือง เขาถูกระดมยิงด้วยเกาทัณฑ์ ถูกที่หน้าผาก พอกลับมาถึงค่ายก็สิ้นใจ ตายเมื่ออายุ 59 ปี ศพฝังไว้ที่เมืองลกเอี๋ยง

     ในจุดนี้มีข้อแตกต่างระหว่างประวัติศาสตร์กับวรรณกรรม คือ

     ในบันทึกประวัติศาสตร์ซิหลงป่วยตาย ในปี ค.ศ.227 ขณะที่ป้องกันเมืองซงหยงจากการรุกรานของง่อก๊ก ที่นำมาโดยจูกัดกิ๋น และเขาได้สั่งเสียกับบุตรหลานว่าให้จัดการพิธีศพอย่างเรียบง่าย ไม่ต้องมีพิธีรีตองอะไรให้วุ่นวาย

     นอกจากนี้ในจดหมายเหตุสามก๊ก ยังได้ยกย่องซิหลงไว้ว่า

     ซิหลง เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่ายแต่เคร่งครัดในระเบียบวินัย เมื่อเข้าสู่สนามรบ เขาไม่เคยย่อท้อ หากยังไม่ได้รับชนะกองทหารของเขาจะไม่หยุดพักหรือทานอาหาร ซิหลงมักจะแสดงทัศนคติของเขาอยู่เสมอว่า

     “นับแต่ครั้งบุราณมา ชายชาติทหารกล้าน้อยคนนักที่จะได้รับใช้แม่ทัพผู้ชำนาญการสงคราม มาบัดนี้เรามีโอกาสอันประเสริฐแล้ว แทนที่จะตั้งหน้าหาแต่เกียรติยศส่วนตัว เรามาทำการเพื่อท่านแม่ทัพอย่างดีที่สุด จะมิสู้ดีกว่าหรือ!”

     ตลอดชีวิตราชการของซิหลงจึงมิเคยปรากฏว่ามีการหาความเจริญก้าวหน้าส่วนตัว สร้างเครือข่าย หรือเล่นพรรคเล่นพวกแต่อย่างใด

     ซิหลง กระทำการอย่างสุจริตและรับใช้นายของเขาอย่างเต็มความสามารถ เกียรติยศและการกระทำของเขา แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดว่า "ซิหลง คนตรงแห่งโฮตั๋ง" มิได้น้อยหน้าขุนพลเอกคนใดในยุคนั้นเลย

ซิหลง กงหมิง
ซิหลง กงหมิง
เว็บไซต์ที่เกี่ยวข้อง


SHARE :

FACEBOOK COMMENTS:

3 comments:

  1. รูปซิหลงก่อนอันสุดท้ายนี่ ยังกะทหารมองโกล 555

    ReplyDelete
  2. ขยันอ่านตำรา แต่ทำไมแพ้บ่อยจัง กลยุทธไม่ค่อยจะมี ถึงมี ก็ลอกมาหมดดุ้น ไม่รู้จักปรับใช้จนแพ้ อย่างตอนที่ตั้งค่ายหันเข้าหาน้ำเลียนแบบฮั่นสิน เพื่อให้ทหารสู้ตาย แต่คราวนี้ต่างจากฮั่นสิน ตรงที่มีกองหนุนของโจโฉคอยช่วย ทหารเลยไม่สู้ตาย ผลคือแพ้ยับ

    ReplyDelete
    Replies
    1. แพ้ชนะเป็นเรื่องปกติธรรมดาของสงครามครับ ที่น่าสนใจก็คือแพ้อย่างไร ทำไมผู้คนจึงยังยกย่อง แพ้แบบน่านับถือครับ

      Delete

เกมส์สามก๊ก

[เกมส์สามก๊ก][grids]

สามก๊กการเมือง

[สามก๊กการเมือง][bsummary]

เพลงสามก๊ก

[เพลงสามก๊ก][bleft]