กากุ๋ย เทพเจ้าแห่งความตงฉิน

กากุ๋ย เทพเจ้าแห่งความตงฉิน

     กากุ๋ย หรือ เกียกุ๋ย (Jia Kui,梁道) เป็นข้าราชการสามแผ่นดิน รับใช้ โจโฉ โจผี และโจยอย มีนิสัย ซื่อตรง เสียสละ ไม่ชอบชิงดีชิงเด่น เป็นคนที่โจโฉนับถือมาก เรียกได้ว่าหาก กวนอูเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ของจ๊กก๊กแล้ว กากุ๋ยก็มิได้ห่างไกลจากความเป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ของวุยก๊กเลย

โจผี
พระเจ้าโจผี
     ในหนังสือสามก๊ก กากุ๋ยมีบทบาทค่อนข้างน้อย แต่บทบาทอันน้อยนิดนี้มีความหมายอันยิ่งใหญ่ กล่าวคือในตอนที่หลังจาก โจโฉ เสียชีวิต โจผี บุตรคนโตได้ขึ้นเป็นเจ้าแทน แต่โจเจียงน้องชายไม่ยอบรับ ยกทัพหนึ่งแสนนาย บุกเข้าประชิดเมืองหลวง หวังจะยึดอำนาจโจผี โจผีเกรงกลัวน้องคนนี้มากถึงกับเอ่ยปากในที่ประชุมว่า “อ้ายคนนี้เมื่ออยู่ด้วยกันนั้นเป็นคนดุดันโมโหมาก แล้วกล้าหาญมีฝีมือรบพุ่งก็เข้มแข็ง ยกทัพมาบัดนี้จะมาชิงสมบัติเราหรือประการใด”

     เหล่าขุนนางได้ยินดังนั้นก็เงียบกริบ กากุ๋ย พระเอกของเราจึงอาสาจะออกไปพูดกับโจเจียง ให้ได้รู้ว่าจะมาดีร้ายประการใด เหล่าขุนนางทั้งหลายก็เห็นชอบ พากันสนับสนุนว่า “ท่านว่านี้ชอบนัก ถ้าคนอื่นออกไปก็หาได้ไม่ ถ้าท่านออกไปครั้งนี้ดีนัก”

โจเจียง
โจเจียง
     ความเห็นของเหล่าขุนนางในที่ประชุมนี้ ตีความหมายได้ว่า กากุ๋ยเป็นคนที่มีภาพลักษณ์ดี มีความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับสูง ซึ่งผลก็เป็นดังคาด เพราะ กากุ๋ยเพียงคนเดียว สามารถเกลี้ยกล่อมให้โจเจียงกับทหารนับแสน ยอมศิโรราบให้กับโจผี โดยไม่ต้องมีการเสียเลือดเนื้อ โจผีกับน้องชายได้กลับมาดีกัน (ต่อมาภายหลังโจเจียง ตายอย่างเป็นปริศนา ?) ทหารนับแสนของโจเจียงก็ได้กลายเป็นทหารสังกัดเมืองหลวง เพิ่มเติมแสนยานุภาพได้อย่างน่าเกรงขาม  กากุ๋ยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็น เอี๋ยงหลี่ถิงโหว และเสียชีวิตเมื่ออายุ 55 ปี ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นซูโหว ( ขุนนางชั้นพระยา )

     ส่วนความเป็นเทพของกากุ๋ย ต้องไปหาดูจากหนังสือ “เหนือขงเบ้งคือสุมาอี้” ของอาจารย์ ทองแถม นาถจำนง ในตอน “สุมาอี้เผชิญกากุ๋ย” และตอน “สุมาอี้ป่วยหนัก” ซึ่งเรื่องนี้อาจารย์ทองแถมได้รวบรวมมาจากบันทึกประวัติศาสตร์หลาย ๆ เล่ม สามารถสรุปจับใจความได้ว่า

     กากุ๋ยประกอบคุณงามความดีไว้มากมาย เมื่อตายลงประชาชนจึงสร้างศาลเจ้ากากุ๋ยไว้ที่เมืองห้างเสีย เพื่อเป็นที่ระลึกถึง และสำคัญขนาดที่พระเจ้าแผ่นดินอย่างโจยอย ทรงเสด็จมาเคารพและแต่งโคลงสดุดีกากุ๋ยด้วยพระองค์เอง ตั้งแต่นั้นมา จึงกลายเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ว่าเหล่าข้าราชการที่ผ่านมาเมืองนี้ จะต้องมากราบไหว้กากุ๋ยทุกคน

     สุมาอี้ยามบั้นปลาย ก็ได้แวะมาเคารพศาลกากุ๋ยด้วยเช่นกัน แม้ว่าทั้งสองจะเคยเป็นเพื่อนสนิทกันมาก่อน แต่กลับใช้ชีวิตแตกต่างกันอย่างสุดขั้ว  สุมาอี้มองดูรูปสักการะกากุ๋ยในศาลแล้วพาลนึกไปถึงเรื่อง “กบฏอองหลิง”

กบฏอองหลิง
กบฏอองหลิง
     อองหลิง เป็นขุนนางที่จงรักภักดีต่อตระกูลโจ และคิดก่อการชิงอำนาจจากสุมาอี้กลับคืน แต่ไม่สำเร็จ กลุ่มผู้ก่อการในครั้งนี้ถูกจับไปประหารสามชั่วโคตร รวมทั้งสิ้นนับพันคน ซึ่งก่อนที่ อองหลิง จะถูกนำตัวไปประหาร ขบวนนักโทษได้ผ่านศาลเจ้ากากุ๋ย อองหลิงจึงปฏิญาณต่อศาลเจ้ากากุ๋ยด้วยเสียงอันดังว่า “ท่านกากุ๋ย ข้าอองหลิงเป็นขุนนางผู้จงรักภักดีต่อราชวงค์โจเพียงใด ท่านกากุ๋ยคงทราบดี ขอเทพยดาฟ้าดินจงรับรู้ด้วยเถิด”

     สุมาอี้ในวัย 73 ปี มาเยือนศาลเจ้ากากุ๋ย และนึกถึงคำปฏิญาณของอองหลิง  ตั้งแต่นั้นสุมาอี้ก็ล้มป่วยลง และมีอาการประสาทหลอนเหมือนโจโฉ คือเห็นภาพปีศาจกากุ๋ย และปีศาจอองหลิง มาหลอกหลอน ทำให้สุมาอี้ต้องทนทุกข์ทรมาน และเสียชีวิตในที่สุด

     อ.ทองแถม ฯ ยกย่องให้ กากุ๋ยเป็นยอดตงฉิน แต่เมื่อพิเคราะห์ดูแล้ว การอาสาห้ามทัพนับแสนด้วยตัวคนเดียว การรับราชการด้วยความซื่อสัตย์สุจริต จนผู้คนสร้างศาลให้ (จะมีสักกี่คนที่ได้รับการยกย่องเช่นนี้) รวมทั้งการสั่งสอนสุมาอี้ยามใกล้สิ้นลมนั้น มิใช่ปรากฏการณ์ดาษดื่น ให้เห็นได้โดยทั่ว

    ในเมื่อ กวนอู เล่าปี่ ขงเบ้ง หรือแม้แต่ เตียวหุย ยังสามารถกลายเป็นเทพเจ้าได้ แล้วเหตุใด กากุ๋ย จะกลายเป็นเทพเจ้าบ้างไม่ได้ ผมจึงเห็นสมควร ที่จะให้เกียรติเรียกเขาว่า “กากุ๋ย เทพเจ้าแห่งความตงฉิน

5 comments

☆ ความคิดเห็นบน FACEBOOK: