บทรำพันแค้นพิลาป โดย ซัวเหยียม

บทรำพันแค้นพิลาป โดย ซัวเหยียม (ซัวบุ้นกี)
ซัวเหยียม (ซัวบุ้นกี)
     สุนทรภู่ กวีเอกของไทย ได้ร่ายกวีบทหนึ่งชื่อว่า "บทรำพันพิลาป" เพื่อแสดงความขุ่นข้องหมองใจของตนเอง ส่วนในเรื่องสามก๊ก ก็มีนักกวีคนหนึ่งแต่งบทกวีที่คล้ายกันกับบทกวีของสุนทรภู่

     บทความต่อจากนี้เป็นบทกวีที่มีชื่อว่า "บทรำพันแค้นพิลาป" ประพันธ์โดย ซัวเหยียม (ซัวบุ้นกี) กวีหญิงหนึ่งเดียวแห่งยุคสามก๊ก แปลเป็นภาษาไทยโดยอาจารย์ ยง อิงคเวทย์ และอาจารย์ ถาวร สิกขโกศล ตีพิมพ์ลงในหนังสือ ศิลปวัฒนธรรม ฉบับฉลอง 200 ปี "สุนทรภู่" ครับ

     ก่อนอ่านบทกวีอันไพเราะนี้ ขอให้เปิดวีดีโอจาก Youtube ประกอบการอ่านด้วย เพราะเป็นวีดีโอเกี่ยวกับกวีของซัวเหยียมในฉบับภาษาจีน แม้จะฟังไม่รู้เรื่อง แต่จะช่วยสร้างบรรยากาศให้เราสัมผัสถึงความแค้นของผู้ประพันธ์ได้ครับ


บทรำพันแค้นพิลาป  โดย ซัวเหยียม (ซัวบุ้นกี)

     ซัวเหยียม (ไม่ทราบ ปีเกิดและปีตายที่แน่นอน) ชื่อรองว่าซัวบุ้นกี เป็นกวีหญิงยุคสามก๊ก เนื่องจากบ้านเมืองเป็นจลาจล ชีวิตจึงต้องเดือดร้อนเพราะภัยสงคราม เคยถูกเจ้าเผ่าซุงหนูจับไปเป็นเมียจนมีลูกด้วยกัน ต่อมา โจโฉซึ่งศรัทธาความรู้ และความเป็นกวีของซัวเหยียมมาก ได้ใช้ทองและทรัพย์สินจำนวนมากไถ่ตัวเธอกลับมา ซัวเหยียมมีผลงานตกทอดถึงยุคปัจจุบันสองบท บทนี้เป็นบทรำพันประวัติชีวิตอันคับแค้นของตนคล้ายบทรำพันพิลาปของสุนทรภู่

     ปลายฮั่นสิ้นอำนาจ          ตั๋งโต๊ะฉกาจฝืนหลักธรรม
มุ่งก่อทุษฐกรรม                     หาเหตุฆ่าสาธุชน
บังคับย้ายสู่กรุงเก่า                 ยึดผ่านเผ้าเพิ่มเดชตน1
ทัพธรรมจึงคลี่พล                  จะร่วมขจัดกาลกิณี2
สมุนตั๋งโต๊ะมาเหลือนับ3         ศัสตร์แสงวับแสงรวี
ชาวเมืองทุพพลี                     ที่มาล้วนพลอนารย์4
บุกนาล้อมธานิน                   ถึงไหนถิ่นนั้นจำราญ
ฆ่าฟันทั้งพฤทธิ์พาล              จนซากศพเกยก่ายกัน
ช้างม้าห้อยหัวคน                  หลังม้าขนหญิงหมื่นพัน
ควบเข้าด่านตะวัน-              ตกทางไกลแสนกันดาร5
เหลียวกลับแลลับตา            หัวอกข้าจะแหลกลาญ
ต้อนมาเหลือประมาณ         มิยอมให้มั่วสุมกัน
แม้เห็นญาติน้องพี่                 จะพาทีชะงักงัน
เผลอพูดขัดใจมัน                   ถูกด่าว่า "ฆ่าทันที
ข้าต้องบั่นคอเจ้า                   อย่าหวังเราจะปรานี"
ใช่จักรักชีวี                              มิทนคำด่าร่ำไร
บ้างถูกทุบตีซ้ำ                      กายชอกช้ำยิ่งเจ็บใจ
เช้าเดินคร่ำครวญไป             ค่ำร่ำไห้นั่งโศกี
อยากตายฤๅสุดรู้                  จะทนอยู่ก็ใช่ที
ฟ้าหนอเวรใดมี                      จึงมาตกทุกข์ระกำ

     ชายเถื่อนต่างเมืองเรา6   จารีตเขาด้อยศีลธรรม
หิมะเต็มที่พำ-                        นักลมกล้าทุกฤดู
ผับผับพัดเสื้อพลิ้ว                  เสียงหวีดหวิวกรอกเข้าหู
คิดถึงชนกผู้-                          ปรานียิ่งโศกาลัย
มีแขกมาแต่นอก                    ฟังคนบอกให้ดีใจ
ต้อนรับถามข่าวไซร้              ล้วนมิใช่คามเดียวกัน
เดชะบุญอำนวย                    ญาติมาช่วยรับตัวฉัน
ตนเองพ้นผูกพัน                    แต่จำต้องผละลูกยา
เชื้อไขผูกใจคน                       พบอีกหนหมดวาสนา
เป็นตายหายคลาดคลา        บ่อาจลาจากดนัย
ลูกเข้าโอบคอแม่                   "ถามแน่แน่แม่ไปไหน
เขาว่าแม่ต้องไป                    มีวันกลับฤๅบ่มี
แม่เคยมีเมตตา                      ไยจึงมาขาดปรานี
ลูกยังไม่โตดี                           ไฉนแม่ไม่คิดครวญ"
เห็นภาพปิ้มแดยัน                 ให้เฝือฟั่นจิตเรรวน
ลูบไล้พลางกำสรวล             ต้องออกเดินกลับกริ่งใจ
ยังผู้ร่วมรุ่นคราว                    มารุมกล่าวคำอวยชัย
ชื่นชมฉันกลับไว                    ต่างห่มไห้แทบวายวาง
ม้ายังยืนลังเล                        รถบ่เหจากรอยทาง
คนดูสะอื้นพลาง                    ผู้ผ่านมาก็จาบัลย์

     ตัดใจยอมพรากรัก           นับวันจักเหินห่างกัน
ทางไกลถึงสามพัน-              โยชน์วันพบฤๅจะมี
เป็นห่วงลูกในไส้                    ร้าวหทัยดั่งถูกยี
กลับมาหมดน้องพี่                 ทั้งบ่มีแม้ญาติวงศ์
พารากลายพนัส                    บ้านรกชัฏหญ้าเป็นพง
กระดูกของใครคง                  ระกะไร้สิ่งปิดบัง
นอกบ้านสิ้นเสียงมนุษย์       จิ้งจอกผลุดหอนเห่าดัง
เปลี่ยวเปล่าคู่เงาภวังค์         ผวาหวีดสิ้นสมปฤดี
ขึ้นสูงแลเหลียวทั่ว                 ตกใจกลัวจนขวัญหนี
ดุจะพิสัญญี                           มีผู้มาช่วยปลอบใจ
สูดปราณฝืนลืมตา                 คงชีวาหมดอาลัย
ฝากชีพกับคนใหม่                 มั่นมานะจะทำดี
ระเหหนจนต้อยต่ำ                  เกรงจะซ้ำถูกหน่ายหนี
อายุคนกี่ปี                             ต้องทนทุกข์ชั่วชีวัน

คำอธิบายเพิ่มเติม
  1. “บังคับย้ายสู่กรุงเก่า    ยึดผ่านเผ้าเพิ่มเดชตน” ตั๋งโต๊ะคิดจะชิงราชสมบัติ จึงบังคับข้าราชการทั้งหมด เชิญพระเจ้าเหี้ยนเต้ซึ่งยังทรงพระเยาว์ย้ายเมืองหลวง กลับไปยังนครเตียงอาน ซึ่งเคยเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์ฮั่นสมัยแรกมาก่อน แล้วตั๋งโต๊ะอาศัยพระบารมีพระเจ้าเหี้ยนเต้ออกคำสั่งแก่ขุนนาง แม่ทัพนายพล และข้าราชการทั้งในส่วนกลางและภูมิภาค ให้ปฏิบัติตามคำสั่งของตนจากรัฐบาลกลาง
  2.   “ทัพธรรมจึงคลี่พล   จะร่วมขจัดกาลกิณี”  มีผู้ว่าราชการแคว้นและหัวเมืองต่าง ๆ หลายคน เช่น โจโฉ อ้วนเสี้ยว กองซุนจ้าน ซึ่งมีเล่าปี่ กวนอู เตียวหุยร่วม ซุนเกี๋ยน อ้วนสุด ฮันฮก ขงมอ ขงหยง และคนอื่น ๆ รวมกันเป็นกองทัพผสม ยกไปปราบตั๋งโต๊ะที่นครลกเอี๋ยง ตั๋งโต๊ะต้อนครอบครัวคนรวย  ข้าราชการ และพระเจ้าเหี้ยนเต้หนีไปนครเตียงอาน  ก่อนหนีตั๋งโต๊ะได้เผาเมืองลกเอี๋ยงเสีย การปราบตั๋งโต๊ะครั้งนั้นไม่สำเร็จ
  3. “สมุนตั๋งโต๊ะมาเหลือนับ”  เมื่อตั๋งโต๊ะถูกอุบายของอ้องอุ้น ล่อให้ตั๋งโต๊ะถูกลิโป้ฆ่าตายแล้ว ลิฉุยและกุยกี ลูกน้องของตั๋งโต๊ะร่วมกัน ยกกำลังทหารล้อมพระราชวัง จะแก้แค้นแทนตั๋งโต๊ะ แต่แล้วทั้งสองก็ต่างรบกันเอง ต่างจะยึดองค์พระมหากษัตริย์เป็นประกัน ขุนนางทั้งหลายต้องเชิญพระเจ้าเหี้ยนเต้หนีพวกโจรเหล่านี้ เสด็จนิวัติสู่นครลกเอี๋ยง
  4. “ชาวเมืองทุพพลี   ที่มาล้วนพลอนารย์”  ชนจีนร่างกายไม่แข็งแรง ส่วนทหารของลิฉุย ซึ่งเดิมเป็นทหารของตั๋งโต๊ะเป็นทหารจากเมืองซีเหลียง ซึ่งเป็นเผ่าซุงหนูและเผ่าเซียง เป็นชนเผ่าด้อยอารยธรรม ถือโอกาสปล้นฆ่าคนจีน
  5. “ควบเข้าด่านตะวัน               -  ตกทางไกลแสนกันดาร”  พวกทหารซุงจับพวกผู้หญิงควบเข้าด่านตะวันตก คือด่านหานกู่กวาน ทางตะวันตก
  6. “ชายเถื่อนต่างเมืองเรา”  คนจีนถือว่า ประเทศจีนเป็นประเทศที่อยู่กลางของใต้ฟ้า เมืองซุงหนูซึ่งอยู่ทางชายแดนทิศเหนือและเป็นถิ่นที่ด้อยความเจริญ จึงเรียกว่าชายเถื่อน


SHARE :

FACEBOOK COMMENTS:

No comments:

เกมส์สามก๊ก

[เกมส์สามก๊ก][grids]

สามก๊กการเมือง

[สามก๊กการเมือง][bsummary]

เพลงสามก๊ก

[เพลงสามก๊ก][bleft]